2011/05/13

Irresistible apricot macarons



ไอ้นู้นก็อยากทำ ไอ้นี่ก็น่าทำ  เลือกไม่ถูกอยู่ตั้งนานกว่าจะตัดสินใจได้ว่าจะทำอะไรดี ทำแอปริคอทมาคาฮองแล้วกัน เพราะว่ามีไข่ขาวที่เหลือจากที่ทำเค้กใบเตยเมื่อสองวันก่อน (เหมาะแก่การทำมาคาฮองเป็นที่สุด เค้าว่ากันว่าไข่ขาวที่จะใช้ทำมาคาฮอง ต้องทิ้งเอาไว้นอกตู้เย็นตั้งสองวันแน่ะ ความชื้นในไข่ขาวถึงกำลังดี ทำให้มาคาฮองที่ได้หน้าไม่แตก กะโปรงบานสวยเช้งเหมือนมาริลีน มอนโร) และก็แอบไปสอยแยมแอปริคอทมาเก็บไว้ตั้งสองขวด (ไม่ได้ชอบเป็นการส่วนตัวนะ แต่เพราะว่ามันซื้อสองชิ้นแล้วถูกลงเยอะ งกอ่ะค่า)
การันตีความอร่อย
สวรรค์จะเข้าข้างอะไรปานนั้น วันนี้ไม่ต้องรอให้ถึงเวลาส่งกะ (ไล่ลูกไปอยู่กับคุณสามี ปกติก็ประมาณ 6  โมงเย็นเป็นต้นไป) ก็มีผู้มาโปรดซึ่งก็คือแม่ของคุณสามีและก็พี่ชายกับพี่สะใภ้ของคุณสามี มารับเอาแสบคนพี่ไปเที่ยวเมืองกรุง สบายละซีทีนี้ รีบแจ้นลงไปบรรเลงด่วน ไม่ลืมถ่ายรูปเก็บไว้นะครั้งนี้ เสร็จแล้วก็บึ่งมาอัพบล็อค แล้วก็อารมณ์เสียอย่างแรง เพราะเข้าบล็อคไม่ได้ รอ ร๊อ รอ มันทั้งวันก็ไม่สำริดผล ถอดใจ ไว้พรุ่งนี้ก็ได้  ก็อย่างที่ใครๆเค้าว่ากัน ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จก็อยู่ที่นั่น จัดหนักไปเลย




มาคาฮอง (เปลือก)
ไข่ขาว               50 กรัม (ทิ้งไว้นอกตู้เย็น 2 วัน)
น้ำตาลทราย           15 กรัม
อัลมอนด์สไลด์หรือป่น     70 กรัม
น้ำตาลไอซิ่ง           100 กรัม
สีผสมอาหาร           1/8 ช้อนชา  
(เราใช้สีผงอ่ะ เพราะไม่อยากไปเพิ่มความชื้นให้มาคาฮอง วันนี้สาดสีส้มปรี๊ดลงไป)
วิธีทำ
จัดการนำกระดาษซิลิโคนรองอบปูบนถาดอบเอาไว้ ติดหัวบีบแบบกลมไว้ในถุงบีบรอเลยค่า
นำอัลมอนด์ปั่นรวมกับน้ำตาลไอซิ่งจนละเอียด ร่อน  2 ครั้ง (ทำให้ผิวของมาคาฮองเนียนน่าลูบไล้ เหอ เหอ เหอ เพ้อเจ้ออีกแระ) พักไว้
นำไข่ขาวใส่ในชามแห้ง ไร้คราบไขมัน (แบบว่าน้องไข่ขาวเค้าออนไดเอตตลอดเวลา ไม่งั้นเดี๋ยวตีแล้วไม่ขึ้นไม่รู้ด้วย) ใช้เครื่องตีมือถือตีให้เป็นฟองละเอียดเล็กๆ ทะยอยใส่น้ำตาลลงไป ตีให้ตั้งยอดอ่อน เติมสีผงลงไป ตีต่อให้สีพอสม่ำเสมอ (อย่าตีให้ไข่ขาวตั้งยอดเลยยอดกลางนะเดี๋ยวมาคาฮองที่ได้จะเหนียว เคี้ยวแล้วฟันปลอมหลุด)

จากนั้นแบ่งส่วนของอัลมอนด์เป็นสามส่วน ทะยอยลงไปตะล่อมให้เข้ากัน (ใจเย็นนิด) เสร็จแล็วก็เอาใส่ถุงบีบที่เตรียมไว้ บีบหยอดลงบนถาด (ส่วนใหญ่มืออาชีพเค้าจะวาดรูปวงกลมตามขนาดมาคาฮองที่ต้องการเอาไว้ จะได้ง่ายต่อการหยอด แต่เราขี้เกียจจัด บีบไปเลยตามมีตามเกิด เล็กบ้างใหญ่บ้าง กะน้ำหนักมือเอา)  บีบหยอดให้ห่างกันประมาณ 1 นิ้ว เพราะเดี๋ยวมันจะแผ่ออกอีกนิด จับถาดกระแทกแรงๆ ซักสองสามครั้ง (ที่ของเราจับโยนโครม เหอ เหอ เหอ)เพื่อไล่ฟองอากาศในมาคาฮองออก อบออกมาแล้วจะได้ไม่ปูดๆ กลวงๆ
หลังจากนี้ต้องรอนะค้า รอมันลูกเดียว รอให้ผิวหน้าของมาคาฮองแห้ง แบบที่เวลาเอานิ้วไปแตะแล้วไม่ติดนิ้วขึ้นมา (อันนี้สำคัญมาก เพราะมาคาฮองจะได้มีกะโปรงที่สวยงาม หน้าไม่แตกยับเยิน) เวลาที่พักผิวก็ประมาณ ครึ่งชั่วโมงถึง 1 ชั่วโมงครึ่ง แล้วแต่สภาวะความชื้นในอากาศ แล้วค่อยเปิดเตาอบที่ 150 องศาเซลเซียส ไฟล่างอย่างเดียว รอให้ความร้อนทั่วถึงประมาณ 10 นาที แล้วค่อยนำถาดมาคาฮองเข้าเตาอบ วางถาดไว้ชั้นบนสุดให้ห่างความร้อนมากที่สุด จะช่วยให้ผิวหน้าของมาคาฮองไม่แตก อบประมาณ 12-15 นาที (อันนี้แล้วแต่เตาอีกเช่นเคย แนะนำให้นั่งเฝ้าอีกแล้ว ถ้าทำมากกว่าหนึ่งถาดก็ทะยอยอบเอา เคยอบพร้อมกันแล้วเจ๊ง)
เสร็จแล้วพักไว้ให้เย็นค่อยแกะออก เลือกเอาไซส์ใกล้เคียงมาประกบกันจะได้แลดูมืออาชีพ สุดท้ายจัดการใส่ใส้ (วันนี้ไม่ต้องทำไรมาก เพราะใช้แยมสำเร็จรูปค่า)  เป็นอันพร้อมจ้วง



อย่าลืมติดตามตอนต่อไปนะค้า

Young coconut pandant custard cake; For my senior relative birthday


งานเข้าค่า งานเข้า พรุ่งนี้วันที่ 12 จะเป็นวันคล้ายวันเกิดของพี่สาวของคุณแม่คุณสามี ศรีสะใภ้เยี่ยงเรา มีเหรอที่จะปล่อยโอกาสโกยคะแนนนิยม ไม่ได้ค่ะไม่ได้อย่างแรง เดี๋ยวจะผิดคอนเซปที่ว่าเรื่องดีเอาเข้าตัว เรื่องมั่วๆ เอาให้คนอื่นหมด ต้องตั้งหน้าตั้งตาทำเค้กเพื่อให้แม่คุณสามีถือไปกำนัลด้วยยามที่เค้ามีปาร์ตี้กัน จะได้ได้หน้า เอาละซิที่นี้ ก็ท่านผู้สูงวัยทั้งหลายมักจะมีข้อจำกัดเยอะแยะมากมาย รายนี้ก็ไม่พ้นอยู่ในเกณฑ์กะเค้าด้วย คือว่าพี่สาวของคุณแม่คุณสามีไม่ชอบรับทาน นม เนย ทุกชนิดเพราะไม่ชอบกลิ่นคาวของมัน ชอบอะไรที่ไทยๆ ไม่หวานจัด นุ่มๆเหมาะกับวัย ให้มันได้อย่างนี้ซิ ภายในเวลาอันน้อยนิด คิดซิ คิด ติ๊กต่อก ติ๊กต่อก เดินพล่านมันทั่วบ้านก็ยังคิดไม่ออก สงสัยออกซิเจนไม่พอ หาเรื่องออกไปเต็ดเตร่ข้างนอกบ้านดีกว่า (เหอ เหอ เหอ เป็นข้ออ้างหนีเด็กๆ ในคอนโทรล ที่สมเหตุสมผลสุดๆ)

 
เจ้าของวันเกิด

ใบเตยกอใหญ่หลังบ้าน

รีบคว้ากุญแจออกไปสตาร์ทรถ ยังไม่ทันถอยรถออกจากบ้าน ตาเจ้ากรรมก็ดั๊นเหลือบไปเจ๊อะกับกอใบเตยเข้า โอ้สวรรค์บันดาลเจงๆ (ที่จริงแล้วพระเจ้าลงโทษตะหากที่หาข้ออ้างไปตะลอนเที่ยว) เค้กใบเตยนี่แหละสรุป ว่าแต่จะมีแต่เค้กมันก็ดูไม่ไฮโซสมฐานะศรีสะใภ้ เลยต้องเพิ่มใส้สังขยามะพร้าวอ่อนเข้าไปอัพโพรไฟล์นิด  โรยหน้าด้วยมะพร้าวอ่อนหน่อย เสร็จแล้วก็กรีดนิ้วสะบัดงาดำลงไปพอเก๋ เริ่ดซะไม่มี ส่วนตัวเค้กนั้นครั้งนี้ใช้เป็นชิฟฟอนที่ใส่กะทิกับน้ำใบเตยแทนน้ำเปล่าให้รสชาดที่หอมมันยิ่งขึ้น (ปกติไม่ค่อยได้ทำชิฟฟอนเท่าไหร่ เพราะรู้สึกว่าเนื้อมันนุ่มเกิ๊น แต่ครั้งนี้พิเศษนิดนึงจะได้เหมาะกับวัยของผู้รับ) ได้การละเพอร์เฟค ลงมือด่วนค้าเวลากระชั้นแล้ว

ชิฟฟอนใบเตย
แป้งเค้ก          155 กรัม
ไข่ไก่              6 ฟอง (แยกแดง-ขาว)
น้ำตาล           200 กรัม
กะทิ             100 กรัม
น้ำมันพืช         100 กรัม
น้ำใบเตยเข้มข้น     4 ช้อนโต๊ะ (ใบเตย 4 ใบ น้ำ 4 ช้อนโต๊ะ)
ผงฟู               2 ช้อนชา
เกลือ              1 ช้อนชา
วิธีทำ
ล้างใบเตยให้สะอาดหั่นเป็นท่อนสั้นๆ ใส่ลงในโถปั่นของแห้ง ปั่นให้ละเอียดเติมน้ำลงไปบีบคั้นเอาแต่น้ำใบเตย กรองอีกครั้งแยกเอากากออก จากนั้นเปิดเตาอบที่อุณหภูมิ 170 องศาเซลเซียส เอาไว้รอเลย
ร่อนแป้งกับผงฟูเตรีมไว้ นำไข่แดง น้ำมันพืช กะทิ น้ำใบเตยเข้มข้น และเกลือ ใส่ลงในชาม ใช้ตะกร้อมือคนให้เข้ากัน เติมแป้งลงไป คนไปในทางเดียวกันจนเนียนเป็นเนื้อเดียวกัน พักไว้ก่อน
นำไข่ขาวใส่ลงในโถผสม ตีไข่ขาวให้เป็นฟองหยาบด้วยความเร็วกลาง ทะยอยใส่น้ำตาลลงไปทีละช้อนโต๊ะ พอน้ำตาลหมดให้เปลี่ยนเป็นความเร็วสูง ตีไปเรื่อยๆจนกว่าไข่ขาวจะตั้งยอดกลาง
จากนั้นแบ่งหนึ่งในสามของไข่ขาวที่ได้มาตะล่อมเข้ากับส่วนของแป้ง ตะล่อมให้เข้ากันดีก่อนที่จะใส่ไข่ขาวส่วนที่เหลือเพื่ม ตะล่อมทั้งหมดให้เข้ากัน เทใส่พิมพ์ (วันนี้ใช้ถาดยาว เพราะไม่ชอบสไลด์เค้กเป็นสองส่วน ไม่ถนัดสไลด์ ทำที่ไรเค้กเบี้ยวทุกที สู้ใช้ถาดยาวสี่เหลี่ยมดีกว่า แค่เกลี่ยให้เท่ากันก็ทำให้ได้ชั้นของเค้กที่เท่ากันแล้ว ง่ายกว่าเยอะ แต่ของแบบนี้ขึ้นอยู่กับความถนัดส่วนบุคคลค่า ว่ากันไม่ได้) เกลี่ยให้เรียบก่อนแล้วก็นำเข้าเตาอบ อบประมาณ 20 นาที (ใช้เวลาไม่นานมากก็เพราะว่าถาดมันแบนสุกง่าย ถ้าเป็นพิมพ์กลมก็นานกว่านี้ประมาณ 40 นาที แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นขึ้นอยู่กับเตาของแต่ละคนนะค้า ถ้าเพิ่งทำครั้งแรกนั่งเฝ้าเลยแล้วกัน พอมันส่งกลิ่นหอมก็ลองเอาไม้จิ้มฟันเช็คดู ถ้าจิ้มลงไปแล้วยกขึ้นมาไม่มีคราบเหนียวติดมาเป็นอันใช้ได้ค้า)
จากนั้นนำเค้กออกจากเตาแล้วนำมาพักไว้ใช้มีดกรีดขอบให้รอบให้เค้กร่อนออกจากพิมพ์ (อย่ารอให้มันเย็นก่อน เพราะเดี๋ยวตรงขอบมันจะย่น ไม่สวย) แล้วก็พักพอให้คลายร้อนจัด คว่ำลงบนผ้าสะอาด ท้ายสุดก็ตัดให้ได้ขนาดตามต้องการสองชิ้น (วันนี้ตัดเป็นกลมๆ ขอแอบแนะนำนิดสำหรับคนที่ไม่แน่ใจว่าจะราดสังขยาออกมาแล้วสวยมั้ยให้ทำแบบเราได้เลย ง่ายดี ก็คือเตรียมพิมพ์แบบถอดก้นได้ให้มีขนาดใหญ่กว่าเค้กที่ตัดไว้โดยระยะห่างของเค้กกับขอบพิมพ์ซัก  ถึง 1 1/2 เซนติเมตร เพื่อว่าเวลาที่เราเราดสังขยาลงไป สังขยาก็จะไหลลงไปคลุมข้างเค้กพอดี)



สังขยาใบเตย
กะทิ                  4 ถ้วย
น้ำตาลทราย           2 ถ้วย
ไข่ไก่                 2 ฟอง
ไข่แดง                2 ฟอง
แป้งอเนกประสงค์       8 ช้อนโต๊ะ
น้ำใบเตยเข้มข้น        8 ช้อนโต๊ะ (ใบเตย 8 ใบ น้ำ 8 ช้อนโต๊ะ)
เกลือ                 1 ช้อนชา
เจลาตินแผ่นสั้น         8 แผ่น (แช่น้ำเย็นให้นิ่ม)
เนยสด                4 ช้อนโต๊ะ (ทิ้งไว้ให้อ่อนตัวที่อุณหภูมิห้อง)
มะพร้าวอ่อนหั่นเส้น     1 ถ้วย
วิธีทำ
ล้างใบเตยให้สะอาดหั่นเป็นท่อนสั้นๆ ใส่ลงในโถปั่นของแห้ง ปั่นให้ละเอียดเติมน้ำลงไปบีบคั้นเอาแต่น้ำใบเตย กรองอีกครั้งแยกเอากากออก
นำเค้กชั้นแรกวางลงไปในพิมพ์รอได้เลย จากนั้นก็นำไข่ไก่ ไข่แดง แป้งอเนกประสงค์ และเกลือ ใส่ในชามสเตนเลส ใช้ตะกร้อมือตีให้เข้ากัน เติมกะทิ คนให้เข้ากัน นำขึ้นตั้งไฟอ่อนคนเรื่อยๆ อย่าหยุดเดี๋ยวไหม้ค่า คนจนกว่าข้นเหนียว ปิดแก๊ซยกลงจากเตา จากนั้นสะบัดน้ำออกจากเจลาตินแผ่นที่แช่ไว้ แล้วจับโยนลงไปในชาม คนให้เจลาตินละลายหมด แล้วถึงจะใส่เนยที่ทิ้งไว้ให้อ่อนตัวแล้วคนให้เข้ากัน
ราดสังขยาที่ได้ลงไปให้คลุมมิดเค้กชั้นแรก กะให้คลุมหนาประมาณ 1 เซนติเมตร หนากว่านี้เดี๋ยวเลี่ยน
หย่อนมะพร้าวอ่อนลงไปเกลี่ยให้ทั่ว จากนั้นนำเค้กแผ่นที่สองวางทับลงไปบนสังขยา พยายามวางให้ตรงกับเค้กชิ้นด้านล่าง ไม่ต้องออกแรงกด จากนั้นก็ราดสังขยาที่เหลือลงไป ยกพิมพ์ขึ้นมากระแทกเบาๆ ให้หน้ามันเรียบ พักให้พออุ่น (เพราะว่ารีบค่า)  ใช้พลาสติกแรปหน้าเอาไว้ หน้าจะได้ไม่แห้ง แล้วนำเข้าช่องฟรีซซัก 2 ชั่วโมง ให้สังขยาแข็งตัว 
เวลาจะเอาออกจากพิมพ์ก็ทำเหมือนเอามูสออกจากพิมพ์ โดยการใช้ดรายเป่าผม เป่าด้านข้างพิมพ์ให้รอบแล้วดันขึ้น นำเค้กที่ได้มาพักในตู้เย็นช่องธรรมดาให้คลายตัวจะได้ไม่แข็งโป๊ก

 

ส่วนตกแต่ง
มะพร้าวอ่อน         1 ถ้วย
ไวท์ช็อคโกแลต     40 กรัม
งาดำหนึ่งหยิบมือ
วิธีทำ
ละลายไวท์ช็อคด้วยไมโครเวฟ ประมาณ 15 วินาที นำออกมาคนให้เนียน ตักใส่ในถุงพลาสติก ตัดปลายถุงเป็นรูเล็กๆ บีบลายตกแต่งหน้าเค้กให้สวยงาม แต่งหน้าด้วยมะพร้าวอ่อนหั่นเส้น หยิบงาดำลงโรยลงไป เป็นอันเรียบร้อย พร้อมส่งถึงมือผู้รับค่า




อย่าลืมติดตามตอนต่อไปนะค้า

2011/05/10

For my 7th wedding anniversary ; Mulberry swirl cheesecake


วี๊ดว้าย วี๊ดวิ้ว พระเจ้าจอร์จมันยอดมาก มิน่าเชื่อเวลามันติดปีกชัดๆ ไม่ทันไรก็เป็นคนไม่โสดมาได้ตั้ง 7 ปีเข้าไปละ วันนี้เป็นวันดี๊ดี วันที่ 9 เดือน 5 ของเมื่อเจ็ดปีที่แล้ว เป็นวันที่เราจะไม่ได้นอนกางแข้งกางขา วาดมือไปมาได้สบายบนเตียงคนเดียว เป็นวันที่หลังจากนี้จะไม่เปิดแอร์นอนไม่ได้ (มันร้อนเพราะมีคนนอนข้างๆ ฮิ้ววววว) เป็นวันที่ต้องต้องอพยพตัวเองมาไกลจากคุ้มทางเหนือ เพื่อมาอยู่บนเหล่าเต้งในภาคกลาง เป็นวันที่จะต้องเริ่มปรับตัวจากหลังเท้าเป็นหน้ามือ (ให้ได้ เป็นไฟต์บังคับอ่ะนะ) และนับหลังจากวันนี้จะเป็นวันที่ไม่ต้องชักหน้าแล้วยังไม่ถึงแม้กระทั่งกลางหลังอีกต่อไป (ฮ่าๆๆๆๆ อันนี้ชอบมากมาย เพราะว่าเรามีคนหาเลี้ยงแล้วนั่นเอง ยิปปี้ยัปปะยัปปะดู้) และที่มากไปกว่าทั้งหมดมันก็คือเป็นวันที่เราจะได้อยู่กับคนที่เรารักและรักเรา ร่วมกันสร้างครอบครัวที่อบอุ่นเล็กๆขึ้นมาด้วยกัน (ณ ตอนนี้นั้น อุ่นมากจนร้อนเลยแหละ) ไม่ว่าจะทุกข์จะสุขก็จะมีคนเคียงข้าง (ทะเลาะ) 
คุณสามีผู้น่ารัก (แบบพอเพียง) ก็ไม่ทำให้ศรีภรรยาเยี่ยงเราผิดหวัง รำลึกถึงวันครบรอบแต่งงานอันแสนจะโรแมนติกด้วยการนำเอาดอกไม้กลับมาจากงานแต่งงานของเพื่อนเจ็ดดอก มาวางไว้บนเตียงเซอร์ไพรส์คุณศรีภรรยา เฮ้อ!!!! สุขสันต์วันครบรอบแต่งงานค้า (ปล. วันนี้ไม่ได้ถ่ายรูปตอนทำเลย เพราะต้องแอบ แอบ และก็แอบ ขนาดอัพบล็อคยังต้องแอบเลยอ่ะ ก็คนมันเขิลลลลลนี่นา ขอโทษทุกคนมา ณ ที่นี้ด้วยค่า)


ไวท์ช็อคแคร็กเกอร์ครัสต์
แคร็กเกอร์เค็ม    80 กรัม
ไวท์ช็อค        20 กรัม
เนยสด          30 กรัม
วิธีทำ
นำทุกอย่างใส่เครื่องปั่น ปั่นให้ละเอียดเข้ากัน นำมากรุที่พิมพ์ที่ถอดก้นได้เพื่อเป็นฐานของชีสเค้ก (วันนี้ใช้พิมพ์สี่เหลี่ยมขนาด 12 ซม.) นำเข้าเตาอบที่ตั้งอุณหภูมิไว้ 150 องศาเซลเซียส (ไฟล่างอย่างเดียว) ประมาณ 10 นาที นำออกมาพักไว้ ระหว่างนี้ก็ไปทำส่วนของชีสเค้กกันต่อ

ชีสเค้ก
ครีมชีส           250 กรัม
ไข่แดง             2 ฟอง
ไข่ขาว             3 ฟอง
วิปปิ้งครีม          30 มล.
เนยสด             20 กรัม
น้ำตาลทราย        70 กรัม
แป้งอเนกประสงค์    1 ช้อนโต๊ะ
น้ำมะนาว           1 ช้อนโต๊ะ
วานิลลา            1 ช้อนชา
เกลือ               1/8 ช้อนชา
มัลเบอร์รี่ฟิลลิ่ง       4 ช้อนโต๊ะ (ลูกหม่อนกวน)
วิธีทำ
นำน้ำ (มากหน่อยเผื่อเอาไว้รองถาดตอนอบชีสเค้ก) ใส่หม้อตั้งไฟให้เดือด ลดไฟลงให้น้ำเดือดแค่รุมๆ นำครีมชีส เนย และวิปปิ้งครีมใส่ชามทนความร้อน วางชามไว้บนหม้อน้ำเดือด ใช้ตะกร้อมือคนให้เข้ากันเป็นเนื้อเดียว ยกลงพักไว้ให้อุ่น ใส่วานิลลาลงไปในไข่แดงคนให้เข้ากัน เทลงไปในชามที่พักไว้ คนให้เข้ากัน ใส่แป้งคนให้เข้ากันอีกครั้ง พักไว้
เตรียมชามสะอาดอีกหนึ่งใบ ใส่ไข่ขาวลงไปกับน้ำมะนาว ตีให้เป็นฟองหยาบๆ ทะยอยใส่น้ำตาลลงไปทีละนิด ตีจนขึ้นฟูตั้งยอดกลาง แบ่งไข่ขาวหนึ่งในสามไปตะล่อมกับส่วนของชีสที่พักไว้ให้เข้ากัน จากนั้นนำไข่ขาวที่เหลือทั้งหมดลงไปตะล่อมให้เข้ากันดี พยายามทำอย่างเบามือโฟมไข่ขาวจะได้ไม่ยุบมากนัก ชีสเค้กที่ได้จะได้มีเนื้อเบาขึ้น
ใช้อลูมิเนียมฟอยล์หุ้มข้างพิมพ์ที่พักเอาไว้เพื่อกันน้ำซึมเข้าไป นำส่วนของชีสเทใส่พิมพ์ หยอดมัลเบอร์รี่ฟิลลิ่งเป็นจุดๆ ครั้งละครึ่งช้อนโต๊ะ กระจายบนส่วนของชีส ใช้ปลายมีดลากให้เป็นลวดลายสวยงาม
ยกพิมพ์ลงไปวางในถาด เทน้ำร้อนที่อยู่ในหม้อลงไปในถาด ให้ความสูงของน้ำประมาณครึ่งพิมพ์ นำเข้าเตาอบโดยวางถาดไว้บนชั้นบนสุด ให้อยู่ไกลส่วนที่ให้ความร้อนมากที่สุด (จะช่วยให้ชีสเค้กหน้าไม่แตก) อบประมาณ 50 นาที ถึงหนึ่งชั่วโมง (อันนี้แล้วแต่เตานะ ต้องสังเกตุเอาเองค้า) เสร็จแล้วยังไม่ต้องนำออกมาจากเตาอบ ให้พักเอาไว้ในนั้นจนเย็นโดยระหว่างที่พักไว้ให้แง้มฝาเตาอบไว้ด้วย พอชีสเค้กเย็นก็นำมาพักไว้ในตู้เย็นต่ออีกคืน (นานเน้อ แต่คุ้มค่า สมราคาเหนื่อย) เช้ามาก็จัดการละเลงตามชอบ คุณสามีสุดที่เลิฟเค้าชอบแบบเสริฟกับครีมด้วย จัดให้เค้าไปเพราะวันนี้มีแค่เราสองเท่านั้นที่สำคัญ (แหวะๆ แหยะๆ เหมือนชีสเค้กเลยเนอะ อย่าเพิ่งอ้วกกันก่อนน้า)

สำหรับตกแต่ง
วิปปิ้งครีม          200 มล.
น้ำตาลไอซิ่ง         20 กรัม
มัลเบอร์รี่ฟิลลิ่ง     ตามชอบ
วิธีทำ
ใช้มีดกรีดขอบข้างให้รอบก่อนนำชีสเค้กออกจากพิมพ์ ใช้มีดจุ่มน้ำร้อนก่อนตัดให้ได้ขนาดตามต้องการ อย่าลืมทำความสะอาดมีดก่อนจุ่มน้ำร้อนและตัดใหม่ทุกครั้ง เดี๋ยวขอบไม่เนียน จากนั้นก็ตกแต่งจานด้วยมัลเบอร์รี่ฟิลลิ่ง วางชีสเค้กลงไป เพิ่มครีมเพื่อความอร่อยมากขึ้น แล้วก็ยกไปประเคนให้บุคคลที่เรารักทันที 

    
                                                 


อย่าลืมติดตามตอนต่อไปนะค้า

2011/05/08

Tiramisu, u remind me huahin (version homemade mascarpone)


 "หัวหินเป็นถิ่นมีหอย ฝรั่งเฝ้าคอยจนหอยติดหิน คอยจนตะวันตกดิน หอยไม่ติดหินหินไม่ติดหอย" ฮ่าๆๆๆๆ คนอื่นรำลีกถึงหัวหินสถานตากอากาศสุดฮิต สุดฮิป แบบไหนอย่าได้แคร์ ที่คิดออกมีแต่เพลงนี้อยู่ในหัว ลูกเต้าชอบมากมาย รอ รออย่างเดียวให้แม่ร้องผิดแล้วก็ขำ วันหยุด วันพักผ่อน มันช่างผ่านไปเร็วนัก หลังจากที่ใจกล้าบ้าดีเดือดสลัดคุณสามี (พูดให้ดูดีเข้าไว้แบบว่าถือไพ่เหนือกว่า แต่ความเป็นจริงแล้วคุณเธอต้องทำงานก่อนแล้วค่อยตามไปสมทบทีหลัง) หอบลูกชายลูกสาวขึ้นรถไฟล่วงหน้าไปหัวหิน 
โฉมหน้าตั๋วรถไฟเที่ยวหวานเย็น

ด้วยความที่อยากให้ลูกที่รักติดดินรู้จักใช้การคมนาคมขนส่งให้ครบทุกรูปแบบ ลงทุนค่ะลงทุน (ว่างั้น) จองตั๋วรถไฟจากนครปฐมไปหัวหิน แอบใจปลาซิว ยัง ยังไม่กล้าพอที่จะนั่งรถธรรมดา แบบว่ากลัวอ่ะค่ะ กลัวร้อน กลัวช้า กลัวคุณลูกที่เรียบร้อยเยี่ยงผ้าพับไว้จะกระโจนออกนอกหน้าต่างประตูไปซะก่อน ชั่งใจอยู่ตั้งนาน เอาละหว่าเป็นไงเป็นกันไปรถด่วนพิเศษดีเซลราง (สปรินเตอร์) นี้แหละตอบโจทย์ ตรงใจ วัยเลยรุ่นไปเกือบสิบห้าปี

ระเริงระรื่นสองศรีพี่น้องแบบยังไม่รู้อนาคต

แล้วเป็นไง เป็นอย่างที่กลัวไว้ก่อนล่วงหน้าเลยล่ะค๊า เบื้องบนท่านจัดเต็มให้โทษฐานที่สำออยดีนัก เริ่มต้นด้วยมาช้าไปครึ่งชั่วโมง มีอีกที่ตื่นเต้นกว่าที่จู่ๆเบรคกะทันหันกลางทุ่งนาป่ากว้างที่ระบุพิกัดไม่ถูก ให้อะดรีนาลีนมันหลั่งเล่น เจ้าหน้าที่บนรถก็วิ่งกันชุลมุน พ่อเจ้าประคุณพี่ชายก็อยากรู้อยากเห็นสมวัย วิ่งพล่านทั่วโบกี้ถามคนโน้นที คนนี้ที ว่ารถไฟเป็นอะไร แล้วจากนั้นสักพักใหญ่ๆค่อยๆคืบคลานไปด้วยความเร็วเกือบจะเป็นศูนย์ ไปยังสถานีราชบุรี จอดซ่อมอยู่เกือบชั่วโมง ก็ไ ด้ฤกษ์เคลื่อนขบวนออก โล่งใจที่ไม่มีอุบัติเหตุร้ายแรงเกิดขึ้นเข้าเทียบชานชลาที่หัวหินช้าไปเกือบ 2 ชั่วโมงได้ (ปลอบใจตัวเองว่าก็ยังดีกว่าเป็นอะไรไปมากกว่านี้น่ะ เล่นขนกันมาเกือบทั้งบ้าน) ยังไม่หมด ลืมนึกไปว่าไร้พาหนะ แล้วจะไปที่พักได้ยังไงหล่ะทีนี้ โบกค่ะ โบกสองแถว (ที่แอบบอกว่าราคามันไม่สองแถวเลย แต่ก็ยังดีกว่าเดิน ให้อภัย) ทุลักทุเลกว่าจะคลานหมดสภาพเข้าที่พัก สมกับความอวดเก่งที่จะจำไว้จนวันตาย
แล้วที่เกริ่นมาทั้งหมดมันเกี่ยวกับเค้กที่จะทำวันนี้ยังไงน่ะเหรอ เกี่ยวซิ แต่เกี่ยวแบบห่างๆ คือว่าหลังจากที่พ้นผ่านการทดสอบสมรรถภาพไปแล้ว กองทัพมันต้องเดินด้วยท้อง แต่ดันชอบลูบท้องด้วยของหวานมากกว่าของคาว เลยต้องถ่อสังขารไปร้านเบเกอรี่ที่เค้าว่าอร่อยจังฮู้ ผู้ใด๋สิมาหัวหินต้องมาเปิบเด้อค่ะเด้อ โฆษณาชวนเชื่อซะขนาดนี้ไม่ลองไม่ได้แล้ว จัดการสั่งไปสามอย่าง เค้กส้มของสุดหล่อ เค้กวานิลลาของคนสวย และทีรามิสุของคุณแม่ (ที่มีแอบผิดหวังเล็กๆ ขนาดคุณสามีที่ไม่ค่อยอยากรับทานเค้กของศรีภรรยานัก ยังแอบเห็นด้วย) 
สามชิ้นที่ตกเป็นจำเลย
เลยต้องบอกกับตัวเองว่าถ้ากลับบ้านจะทำกินให้มันฉ่ำปอดไปเลย รอก่อนนะไอ้เจ้าทีรามิสุเอ๋ย เป็นไงสุดท้ายก็ลากมันเข้ามาเกี่ยวกันจนได้ เนียนแบบว่าพรสวรรค์สุดๆ เรื่องชักแม่น้ำทั้งห้าเอามันมาเกี่ยวดองกันแบบข้างๆคู ฮ่าๆๆๆๆๆ
กลับมาถึงบ้านปุ๊บรีบจ้ำไปที่ตู้เย็นด่วน สำรวจวัตถุดิบสำคัญที่ขาดไม่ได้ ไม่งั้นมันจะไม่เป็นทีรามิสุ นั่นก็คือชีสมาสคาร์โปน แป่ววววว ไม่มีในสต็อค ตายละหว่าทำไงดีดันอยู่บ้านนอกซะด้วย ครั้นจะไปสอยที่ห้างประจำถิ่น ฝันเอาเหอะ ไม่มีหรอกของไฮโซเยี่ยงนี้ รีบขึ้นไปล้วงข้อมูลจากโลกออนไลน์ หาเข้าไปถ้าไม่มีใช้ไรแทน หรือว่าจะทำเองได้อะป่าว ปิ๊ง หาอะไรได้หมดในชั่วพริบตา วิธีทำมีพร้อมเค้าว่าง่ายๆ โกยแน่บลงมาสอดส่ายสายตาหาไอ้เจ้าวิปปิ้งครีม สวรรค์เข้าข้างเจอเต็มสองลูกกะตาอยู่สองขวดที่ใกล้หมดอายุลงมือด่วนเลยเพราะว่าต้องทิ้งไว้ในตู้เย็นข้ามคืนกว่าจะได้ช้าไม่ได้เด็ดขาดเดี๋ยวแรงฮึดหดหาย ที่ต้องเตรียมก็มีดังนี้ค้า

โฮมเมดมาสคาร์โปนชีส
วิปปิ้งครีมแบบพาสเจอร์ไรซ์                             500 มล.
น้ำเลมอน(แต่ที่บ้านยากจนเลยล่อน้ำมะ นาวซะเลย)         1  ช้อนโต๊ะ
วิธีทำหากบ้าเยี่ยงเดียวกันดูได้ ที่นี่

โฮมเมดมาสคาร์โปนชีส
สปันจ์เค้ก (แบบว่าขี้เกียจทำเลดี้ฟิงเกอร์)
แป้งเค้ก           55  กรัม
แป้งข้าวโพด        5  กรัม
น้ำตาล            55  กรัม
ไข่                 2  ฟอง
(แอบแยกไข่แดง-ขาว แล้วตีไข่ขาวกับน้ำตาลจนได้ยอดกลางถึงใส่ไข่แดง)
เนย               10  กรัม
นม               10  มล.
น้ำมัน             10  มล.
วานิลลา           1/2  ช้อนชา
ผงฟู               1/2  ช้อนชา
(อันนี้ไม่ได้ใส่ลงไปอาศัยตีแต่ไข่ แต่ตัวเค้กที่ได้ก็ออกมานุ่มเนื้อดีค้า)
เกลือ              1/8  ช้อนชา
วิธีทำอันนี้ก็ลอกเค้ามาอีกทีจากหนังสือ bake with heart ของคุณแก้มเจ้าของบล็อค http://www.italian-brandname.bloggang.com/ เค้า พอได้เค้กมาก็ตัดให้ได้ขนาดพอดีกับพิมพ์แบบถอดก้นได้ วางเค้กลงบนพิมพ์ แล้วใช้แปรงพรมน้ำเชื่อมกาแฟลงไปให้ทั่ว พักไว้

        

น้ำเชื่อมกาแฟ (สำหรับพรมบนสปันจ์เค้ก)
น้ำ                           1/8  ถ้วย
น้ำตาลทราย                   1    ช้อนโต๊ะ
กาแฟผงสำเร็จรูป               2    ช้อนชา (ชอบเข้มก็เบิ้ลเอา)
เหล้ากาแฟ (ที่บ้านใช้ kalua')  1    ช้อนชา
วิธีทำ
จัดการเอาน้ำตาลเทใส่น้ำแล้วเข้าไมโครเวฟให้เดือด ทิ้งให้อุ่นแล้วเติมเหล้าลงไป คนให้เข้ากัน ก็จะได้น้ำเชื่อมกาแฟเอาไว้พรมบนเค้กให้ชุ่มฉ่ำ

ครีมกาแฟ
โฮมเมดมาสคาร์โปนชีส    250  กรัม
(นำออกมาพักให้อ่อนตัว เพราะแบบที่ทำเองเนื้อแน่นกว่าที่ซื้อ)
ไข่แดง                    3  ฟอง
ไข่ขาว                    2  ฟอง
น้ำตาลทราย               70  กรัม
น้ำเชื่อมกาแฟที่เหลือจากที่ใช้พรมเค้กแล้ว (แบบว่าเสียดาย)
วิธีทำ
เริ่มด้วยตีไข่แดงให้ฟู (สังเกตสีที่จะอ่อนลง) นำโฮมเมดมาสคาร์โปนชีสที่อ่อนตัวแล้วลงไปคนผสมให้เข้ากัน เติมน้ำเชื่อมกาแฟที่เหลือ คนให้เข้ากัน พักไว้
จากนั้นก็เริ่มทำสวิสเมอร์แรง นำน้ำใส่หม้อตั้งไฟให้เดือดรุมๆ ลดไฟลงให้อ่อน เอาน้ำตาลกับไข่ขาวใส่ในชามสะอาดทนความร้อน นำชามขึ้นตั้งบนหม้อที่มีน้ำเดือด ใช้ตะกร้อมือคนเรื่อยๆ จนน้ำตาลทรายละลายหมด (ระวังอย่าให้น้ำเดือดมาก เดี๋ยวไข่ขาวจะสุก และต้องคนไปเรื่อยๆ) และไข่ขาวอุ่นแต่ไม่ร้อนมากเกิน ประมาณ  40 องศาเซลเซียส (เอาหลังนิ้วแตะดู ร้อนแบบพอทนได้ไม่รีบชักนิ้วกลับเสียก่อน) เอาชามออกมาใช้เครื่องตีจนเย็นก็จะได้เมอร์แรงที่มีสีขาวลักษณะคล้ายครีมโกนหนวด แบ่งหนึ่งในสามของเมอร์แรงไปตะล่อมกับส่วนของครีมที่ทำพักไว้ ตะล่อมให้เข้ากัน แล้วจึงนำส่วนของเมอร์แรงที่เหลือใส่ลงไปจนหมด ตะล่อมให้เป็นเนื้อเดียวกันจะได้ครีมที่อยู่ตัว นำไปใส่ลงในพิมพ์ที่มีเค้กอยู่ ปาดหน้าให้เรียบ จับพิมพ์เข้าตู้เย็นอย่างน้อยซัก 6 ชั่วโมง (ปกติขี้เกียจรอมาก ก็เลยเอาเข้าช่องฟรีซประมาณ 2-3 ชั่วโมง แล้วแต่ตู้ใครตู้มัน กะให้แข็งเหมือนกับไอติมเจลาโต) เอาออกจากพิมพ์ โรยหน้าด้วยผงโกโก้ให้กิ๊บเก๋ หากมีพรสวรรค์อันบรรเจิดก็ตกแต่งเพิ่มเข้าไปให้ดูสวยเว่อร์เข้าไว้ จะตัดเสริฟเลยก็ไม่ว่ากันจะได้รสสัมผัสอีกแบบคือคล้ายกับกินเค้กไอติมเจลาโตรสทีรามิสุ แต่ถ้าชอบแบบนุ่มนิ่มก็วางทิ้งไว้ข้างนอกซัก 10 นาที (ถ้าไม่รีบก็ทิ้งค้างคืนไว้ในช่องธรรมดาเช้ามาค่อยจับยัดลงท้อง)



อย่าลืมติดตามตอนต่อไปนะค้า

2011/05/03

เจ้าของบล็อคอยากบอก(แต่ไม่ค่อยแน่ใจว่าคนอื่นเค้าอยากรับรู้อะป่าว)

บล็อคนี้เกิดขึ้นมาได้ก็เพราะเหตุผลหลักเลยคือ อยาก อยากมาก อยากที่สุดที่จะเป็นสมาชิกกลุ่มฟาร์มไก่ของคุณปุ๊ก http://www.dailydeliciousthai.blogspot.com/ ว่ากันว่าคนที่จะเป็นสมาชิกฟาร์มไก่ได้ต้องมีบล็อคเป็นของตัวเอง เกิดมาก็เพิ่งเคยทำอะไรประมาณนี้เป็นครั้งแรก (ปกติก็ไม่ค่อยได้ใช้สมองซักเท่าไหร่ ได้แต่ใช้ปากแหกห้ามทัพลูกเต้าไปวันๆ) แต่ขอโทษค่าไม่กลัว ของแบบนี้มันลองผิดลองถูกกันได้  ก็ยิ่งเวลาที่เข้าไปสำรวจดูเค้กสวยๆของคนอื่นเค้าที่ตกแต่งแบบจัดเต็ม ใจมันก็สั่น สั่น อยากมีส่วนร่วมด้วย ประกอบกับตั้งแต่แต่งงานแต่งการเป็นหลักเป็นฐานแล้ว ปริมาณผู้คนที่เสวนาคบค้าสมาคมด้วยนั้นลดน้อยถอยลงด้วยอัตราเร็วสูงสุด ทุกวันนี้ได้แต่มองหน้าสามีสลับกับลูกทั้งสองไปพลางๆ บ่นมากก็ไม่ได้กลัวแก่ คิดคำนวณบวกลบคูณหารอยู่ในใจแล้วผลมันออกมาว่าคุ้ม ได้ทั้งข้ออ้างเพื่อจะได้ทำขนมได้บ่อยเท่าที่ใจต้องการ (ทุกวันนี้ไม่มีใครรับทานอย่างเป็นทางการไปแล้ว)  แบบว่าอ้างไว้ก่อนว่าทำขนมเพื่อไปอัพบล็อก อัพเข้าไป อัพทุกวัน อัพวันเว้นวัน อัพอัพอัพ (แต่ไม่เอาดาวน์นะ) แล้วก็จะได้มีสมาคมลับหลังสามีไปด้วยในตัว ให้ได้เมาท์มอย (เอ้าว่ากันไป ชักเพ้อเจ้อขึ้นเรื่อยๆ ตามพื้นนิสัยเดิม) ตกลงใจอย่างเชื่องช้าภายในช่วงหายใจเข้าออก เอาไงเอากันชั้นจะทำบล็อก!!!!

กองหลังที่น่ารักเป็นที่ซู๊ด  
มาเข้าเรื่องกันซะที แต่ตอนนี้ วินาทีนี้ (07/05/2011 ณ เวลา 15:30) หลังจากที่ร่อนใบสมัครเข้ากลุ่มไปแล้วสามวันกว่าๆ ยังไม่มีใครตอบรับกลับมาเลยอ่ะ เศร้าจัง ต้องอดทนรอต่อไปแบบสงบเสงี่ยมเจียมตัว ฮือๆๆๆๆๆๆ แล้วก็เที่ยวพร่ำเพ้อพรรณาถึงชีวิตก้นครัวอันหน้าสงสารต่อไป (ถ้าไม่นับว่าได้เม้มเงินค่ากับข้าวรายเดือนเล็กๆน้อยๆ แบบว่าสองเดือนสอยป้าดา กุดจี่ มาหิ้วให้กิ๊บเก๋กู้ด ก็ไม่ค่อยมีอะไรน่าตื่นเต้นไปกว่าการทำขนมที่เพิ่งมารู้ตัวว่าชอบเอามากกกกกกเมื่อสามปีดีดักที่ผ่านมา)


อย่าลืมติดตามตอนต่อไปนะค้า