Showing posts with label Just say cheese. Show all posts
Showing posts with label Just say cheese. Show all posts

2012/09/01

Creamcheese pound cake with homemade cardamom orange marmalade

 
อาทิตย์ก่อนลงมือกวนมาร์มาเลดส้มไปแอบใส่ลูกกระวานลงไปเพื่อทดสอบความเข้ากันได้ ผลปรากฏว่ากลิ่นส้มกลบกลิ่นของลูกกระวานหมด ไม่ต่างอะไรกับตอนที่ไม่ได้ใส่ลูกกระวานเลย ทำเสร็จรอให้อุ่นนิดๆ ก็บรรจุใส่ขวดโหลตั้งทิ้งไว้บนโต๊ะกินข้าว ไปๆ มาๆ กลับมาเช็คสต็อคอีกที พบว่าพร่องไปกว่าครึ่ง ทั้งเด็กและผู้ใหญ่พากันเปิดไห (อุ๊ย ขวดโหล) คว้านเอาไปปาดหน้าขนมปังปิ้งกันเกือบทุกวันแบบไม่น่าเชื่อ เพราะรสชาดมันไม่ได้แค่หวานๆ เปรี้ยวๆ แต่มันขมด้วยนะซิ
 
 
เห็นจากอัตราการบริโภคแล้วคาดว่าหากยังยังวางทิ้งไว้ที่เดิมอยู่อย่างเก่า อจจะไม่มีโอกาสเอาเจ้าสิ่งนี้ไปแปรรูปเป็นอย่างอื่นได้ เลยจัดการใช้เวลาว่างวันหยุดอันน้อยนิด แต่ตารางแน่นเอี๊ยด แปลงร่างมันแบบง่ายๆ รีบๆ ซะหน่อย ลงตั๊วลงตัวที่ เค้กปอนด์ครีมชีสแบบหยอดหน้าด้วยมาร์มาเลดที่เข้ากั๊นเข้ากัน อร่อยทั้งแบบอบแล้วทานทันที หรือแช่เย็นทิ้งไว้ข้ามคืนให้เนื้อเค้กแน่นๆ แล้วค่อยทานก็ได้ อันนี้ก็ต้องแล้วแต่จริตของผู้บริโภค
 
 
 
 
มาร์มาเลดส้มกับลูกกระวาน
ส้มเนเวล         4 ลูก
น้ำสะอาด        4 ถ้วยตวง
น้ำตาลทราย   3 ถ้วยตวง
ลูกกระวาน      2 ช้อนโต๊ะ
น้ำมะนาว        4 ลูก
เกลือนิดหน่อย
วิธีทำ
ล้างส้มให้สะอาด ผ่าครึ่งแล้วหั่นเป็นชิ้นเล็ก ใส่ลงในหม้อเคลือบ เติมน้ำสะอาด น้ำตาล และเกลือลงไป นำไปต้มให้เดือดอย่างน้อย 10 นาที นำลงจากเตา ปิดฝาทิ้งไว้ข้ามคืน
วันต่อมา ใส่ลูกกระวาน และบีบน้ำมะนาว ลงในหม้อที่ต้มส้มเอาไว้ นำขึ้นเคี่ยวโดยใช้ไฟอ่อนจนส่วนผสมลดปริมาณลงครึ่งหนึ่ง ระหว่างที่เคี่ยวต้องคอยช้อนฟองออกทิ้ง ใช้เวลาเคี่ยวรวมแล้วประมาณ 2 1/2 ชั่วโมง พักไว้ให้พออุ่น นำใส่ลงในขวดโหลที่มีฝาปิดสนิท สามารถเก็บไว้ได้นานเป็นเดือนๆ  
 
 

เค้กปอนด์ครีมชีส
แป้งเค้ก                                 1 ถ้วยตวง
เนยจืด                               115 กรัม
ครีมชีส                                 75 กรัม
ไข่ไก่                                     2 ฟอง
น้ำตาลทราย                       3/4 ถ้วยตวง
เกลือ                                     1 ช้อนชา
เหล้าส้ม                                1 ช้อนโต๊ะ
มาร์มาเลดส้มกับลูกกระวาน  4 ช้อนโต๊ะ 
วิธีทำ
หั่นครีมชีสเป็นก้อนเล็กๆ พักไว้ให้นิ่มที่อุณหภูมิห้อง  เตรียมพิมพ์ที่จะใช้อบ โดยการทาเนยให้ทั่วพิมพ์ เปิดเตาอบที่อุณหภูมิ 180 องศาเซลเซียส ไฟบนล่างทิ้งไว้ นำเนยจืดออกมาตัดเป็นก้อนเล็กๆ พักไว้แค่พอให้หายเย็นจัด ร่อนแป้งพักไว้ จากนั้นตอกไข่ไก่ใส่ในชามตีให้พอแตกเข้ากัน ใส่เหล้าส้มลงไปคนให้เข้ากันพักไว้
นำครีมชีสที่นิ่มแล้วใส่ลงไปในชามผสม หย่อนเกลือลงไป ใช้เครื่องตีแบบมือถือตีให้เนียน ทะยอยใส่เนยลงไปตีให้เนียนเข้ากัน ใส่น้ำตาลทรายลงไปทีละนิด ตีต่อจนขึ้นฟู ค่อยๆ รินไข่ลงไปลงไปครั้งละ 1/4 ส่วน ตีให้ไข่เข้ากันกับส่วนผสมของเนยและชีสก่อนที่จะใส่ไข่ส่วนต่อไปจนหมดส่วนไข่
แบ่งแป้งครึ่งนึงใส่ลงไปในส่วนผสมของไข่ เนย และครีมชีส ค่อยๆ ตะล่อมให้เข้ากันก่อนใส่แป้งส่วนที่เหลือ ตะล่อมจนส่วนผสมเนียนเป็นเนื้อเดียว เทใส่ในพิมพ์ที่เตรียมไว้กะให้ส่วนผสมแค่ประมาณ 3/4 ของพิมพ์ กระแทกพิมพ์สัก 3-4 ครั้ง เพื่อเป็นการไล่อากาศออก หยอดหน้าด้วยมาร์มาเลดส้ม นำเข้าเตาอบประมาณ 25 นาที สำหรับพิมพ์ขนาดเล็กหลายพิมพ์  ส่วนพิมพ์ขนาดใหญ่ก็ประมาณ 45  นาที เมื่อเค้กสุกแล้ว นำออกมาพักไว้โดยทิ้งไว้ในพิมพ์จนเค้กอุ่นๆ จึงค่อยนำเค้กออกมา หากชอบเค้กนุ่ม ฟู แนะนำให้ตักทานเลย แต่ถ้าหากใครชอบแบบเนื้อแน่นให้รอให้ขนมเย็นสนิท แล้วค่อยนำใส่กล่องที่มีฝาปิดสนิทแช่ตู้เย็นข้ามคืน รับรองอร่อยแน่ค่า
 
 
 
อย่าลืมติดตามตอนต่อไปนะค้า



2012/07/23

Chicken Farm Baker's Project # 46 - let's bake your favorite tart; Bacon cheese tart


โอ้ยยยย บระเจ้า เจอพิษมือ เท้า ปาก เปื่อย ที่ระบาดอยู่ทั่วประเทศเข้าไป โรงเรียนก็ต้องหยุดเพื่อตัดตอนการระบาด พลอยทำให้เวลาว่างของคุณแม่เป็นอัมพาตไปครึ่งเดือนด้วยเช่นกัน เมื่อเวลาว่างหายการบ้านฟาร์มไก่ก็ชะงักตามไปติดๆ มีเวลามาปัดฝุ่นอีกทีก็ใกล้สิ้นเดือนซะแล้ว หวังว่าคุณยา sana-madebylove โฮสต์คุณแม่ลูกห้าคงให้อภัยและยกผลประโยชน์แห่งการล่าช้านี้ให้แก่จำเลยด้วยนะค้า
การบ้านฟาร์มเดือนนี้คุณยาอยากให้สมาชิกฟาร์มทำทาร์ตหรือพายรับประทานกันเป็นโอทอปในบ้าน อันนู้นก็น่าทำ อันนี้ก็น่าลอง เยอะแยะเต็มไปหมดตามประสาคนห่างครัวนาน ไม่ลงตัวซักทีเลยต้องหาผู้พิพากษาเพื่อตัดสินคดีซะหน่อย จะเป็นใครไปไม่ได้ก็สองพระหน่อเนื้อที่แกร่วเบื่อพ่อเซ็งแม่อยู่ที่บ้านนี่แหละ เพราะถ้าผ่านดารตัดสินแล้วไม่กินเนี่ยมีเจ็บ เป็นการตัดปัญหาทำแล้วเหลือที่ได้ผลชะงัดนัก เหมือนกับคติที่ว่าเลือกแล้วต้องรับผิดชอบ ฮ่าๆๆๆๆๆ


อุตส่าห์จิ้มทั้งรูปและสาธยายทั้งสรรพคุณให้ฟัง หวังว่าลูกจะคล้อยตามในแต่ละสิ่งที่แม่อยาก แต่ก็ต้องล้มเหลวเพราะตัวพี่ดันเห็นโฆษณาพิซซ่าในทีวี เลยยุให้ตัวน้องแข็งข้อ จากหวานในจินตนาการของแม่เลยต้องเปลี่ยนเป็นคาวตามใจและปากของลูก ตัดสินใจว่าเจอกันทึ่ตรงกลาง ขอเปลี่ยนแป้งพิซซ่าเป็นแป้งทาร์ตแล้วประโคมหน้าให้ละม้ายพิซซ่าแล้วกันนะ แม่มันจะได้ส่งการบ้านฟาร์มได้ด้วย ยิงปืนนัดเดียวได้นกเป็นฝูงเลยทีนี้ รอดตัวแบบเฉียดๆ ไปอีกเดือน


ในส่วนของแป้งทาร์ตนั้นก็ไม่ได้คิดเอง ฉกของคนอื่นเค้ามาตลอด เป็นแป้งทาร์ตแบบหวานแล้วแอบปนอัลมอนด์ป่นด้วย (อาจจะไม่เข้ากับความคาวของเมนู แต่เป็นความชอบโดยส่วนตัวคงไม่เป็นไรเนอะ) ทำออกมาแล้วแบบว่าเริ่ดมาก ยังไม่ทันหายร้อน แทบจะไม่มีโอกาสถ่ายรูปก็หมด แค่นี้คงพอการันตีถึงความอร่อยได้โดยไม่ต้องบรรยาย สำหรับสูตรและวิธีทำนั้นหมูมากแต่ไม่มีเวลาพิมพ์ เลยเล่นง่ายแปะลิงค์ให้คลิ๊กก็แล้วกันนะค้า ขออภัยในความมักง่ายมา ณ ที่นี้ด้วยค่า


แป้งทาร์ตแบบหวาน
ดูสูตรและวิธีทำได้ ที่นี่


สลัดเบคอน
เบคอนหั่นเป็นชิ้นๆ พอคำ
หอมหัวใหญ่หั่นเต๋า
มะเขือเทศหั่นเต๋า
น้ำสลัด
ผักชีนิดหน่อย
วิธีทำ
คลุกให้เข้ากันรอใส่ในแป้งทาร์ตที่อบแล้ว


ทาร์ตเบคอนชีส
แป้งทาร์ต                1 สูตร
สลัดเบคอน  
ชีสแผ่น                3-4 แผ่น
ไข่ไก่                       1 ฟอง
พริกชี้ฟ้าแดงซอย
ต้นหอมซอย
พริกไทป่น
วิธีทำ
กรุแป้งทาร์ตลงในพิมพ์อบ อบแป้งทาร์ตให้สุกก่อน จากนั้นตักสลัดเบคอนลงไปในแป้งทาร์ต เรียงชีสแผ่นลงไปด้านบน ตอกไข่ใส่ลงไปบนชีส โรยด้วยพริกซอย จากนั้นนำเข้าเตาอบแค่พอให้ไข่กึ่งสุกและชีสเยิ้ม นำออกจากเตา โรยด้วยต้นหอมซอย และพริกไทป่น




อย่าลืมติดตามตอนต่อไปนะค้า

2012/05/26

Self-delicious without any of frosting; Japaneese cotton cheesecake


เบื่อตัวขี้เกียจที่สลัดเท่าไหร่ก็ไม่หลุดซักที ขี้เกียจถึงขนาดที่ว่าคุณสามีประชดประชันให้ลดอัตราการหายใจไปเลยให้มันรู้แล้วรู้รอด ก็คนมันไม่อยากหรอกไอ้ขี้เกียจนี่นะ แต่ทำไงได้มันเป็นเองโดยธรรมชาติ ไม่ได้ตั้งใจเป็นนี่นา

2012/03/21

Honey-lime cream cheese danish with blueberry filling, completely be your vegetarian choice.


หาเรื่องทำขนมได้อีกแล้ว ก็คนมันเหงามือนี่นา ครั้งนี้ตั้งใจทำออกมาเพื่อจะไปเอาหน้ากะคุณครูสอนโยคะจากเมืองภารตะกันเลยทีเดียว ก็เหตุมาจากความซาบอกซึ้งใจที่คุณพี่ท่านได้ประเคนทั้งท่าบิดสีข้างจนเกือบจะขาดออกจากกัน ท่าถ่างจนหว่างขาแทบจะฉีก ท่าก้มจนนมแทบจะเรี่ยบนพื้น อีกทั้งท่าอะไรต่อมิอะไรอีกสารพัดภายในเวลาแค่ชั่วโมงสิบห้านาทีแบบที่เรียนครบคอร์สแล้วสามารถเปิดโรงเรียนสอนโยคะให้บุคคลทั่วไปได้แบบไม่อาย

2012/03/07

My holiday is incomplete without baking; Caramel mousse cream cheese cake


วันหยุดอีกแล้วครับท่าน ไม่สนและไม่แคร์ว่าจะเป็นเพียงแค่วันหยุดทางศาสนา จะทำขนมฉลองซะอย่างใครจะทำไม ไม่อยากจะบอกว่าบังเอิญเอาเป็นว่าตั้งใจก็แล้วกันว่าจะเอาครีมชีสที่ใกล้จะหย่อนลงถังขยะได้เต็มทีมาทำขนมซักอย่างกินในวันหยุดให้เพลิดเพลินซะหน่อย ถ้าเหลือก็จับยัดลงปิ่นโตให้ลูกไปโรงเรียนต่อพรุ่งนี้ แหล่มจริงอะไรจริง

2012/01/30

Chocolate-raspberry cheese mousse cake; A perfect combination that last forever like our friendship


วันเสาร์ที่ผ่านมาเป็นวันแรกที่รู้สึกว่าตัวเองยังคงมีเพื่อนในรอบครึ่งทศวรรษ สาเหตุที่ทำให้รู้สึกอบอุ่นเยี่ยงนั้นก็เป็นเพราะเพื่อนๆ ที่คบกันตั้งแต่ตอนเรียนมหา'ลัยปีหนึ่ง ได้อุตสาห์ให้เกียรติหอบสังขารกันมาจัดปาร์ตี้วันเกิดย้อนหลังให้สมาชิกคนหนึ่งในก๊วนกันถึงที่นครปฐมเลยทีเดียว แถมบังคับแกมขมขู่ปนขอร้องนิดๆ (มั้ย) ว่า อยากได้เค้กช็อคโกแลต รับปากแบบส่งๆ ไป (แต่ดีใจจนเนื้อเต้นติ๊กๆ)

2011/12/08

Pizza bun is anything but ordinary

"พลูค๊าบเย็นนี้อยากกินไรลูก บอกม่าม๊าเร็ว เดี๋ยวม่าม๊าทำให้" หนุ่มน้อยนิ่งคิดซักพักก่อนที่จะอ้อมๆ แอ้มๆ ตอบกลับมาว่า "กินพิซซ่าได้ป่าวอ่ะม่าม๊า" ถามมาครึ่งอาทิตย์คำตอบก็แบบเดิมแค่น้ำเสียงตอนตอบแผ่วลงทุกวันแค่นั้น ไม่รู้มีส่วนได้ส่วนเสียอะไรกับร้านพิซซ่าต้องหาทางให้ได้กินมันทุกอาทิตย์ไป กินทีก็ไม่ต่ำกว่าครึ่งพัน กะแค่พิซซ่าถาดกลางหนึ่งถาด ปีกไก่โหลนึง เฟรนช์ฟรายหนึ่งที่ สปาเกตตี้หนึ่งจาน แล้วก็ขนมปังกระเทียมหนึ่งแถว ไม่รู้ว่าจะแพงไปไหน รู้สึกเสียดายเงินยังไงไม่รู้ เอางี้แล้วกันเย็นนี้แม่จัดการให้ โอเคมั้ย "เอาหน้าใส้กรอก เบคอน และก็ชีสเยอะๆ นะม่าม๊า หอมใหญ่ไม่ชอบ พริกหวานมันเหม็น ห้ามใส่" จัดแจงสั่งเบ็ดเสร็จ เผด็จการไปมั้ยลูกค๋า

2011/09/07

Reloaded your health with supreme carrot cake


เอาใจคนรักสุขภาพแต่ไม่สามารถตัดขาดขนมหวานได้ ด้วยเมนูสุขภาพคับชิ้น ที่ทำง่ายแสนง่ายดายแค่พลิกฝ่ามือ แครอทเค้กแบบที่ไม่ได้มีแต่แครอทแต่ครบเครื่องไปด้วย ถั่วพีแคน กีวีอบแห้ง ลูกเกด กล้วยหอม ช็อคโกแลตชิพ ชูกลิ่นด้วยอบเชยป่นที่ฝาหรั่งมังค่าเค้าเรียกว่าซินนามอน ปาดหน้าด้วยครีมชีสฟรอสติ้ง อืมมมมม ฉ่ำ นุ่ม ชุ่ม และอ้วนนนนนน (แล้วมันสุขภาพตรงไหนเนี่ย)

2011/08/28

The biggest birthday party ever with a british born trifle cheesecake


ปลายอาทิตย์นี้ไปจนถึงปลายอาทิตย์หน้ามีวันเกิดของสมาชิกในครอบครัวทั้งหมดถึง 5 คน ตั้งแต่คุณบิดาผู้ให้กำเนิด (แต่เจ้าตัวติดภารกิจที่บ้านเกิดไม่ทันมาฉลองด้วย) คุณแม่คุณสามี พี่ชายคุณสามี พี่สาวคุณสามี และน้องนุชสุดท้องของคุณสามี ไอ้การที่จะเซเลเบรททุกวันเกิดเกรงว่าอาจจะล้มหมอนนอนเสื่อเอาได้ เลยรวบรัดตัดความเอาไว้ในวันอาทิตย์นี้แค่วันเดียว ทีเดียว ใครพลาดก็ตัดออก
ด้วยความที่กลุ่มผู้บริโภคยังคงเป็นคนหน้าเดิมๆ ที่เริ่มจะเบื่อของเดิมๆ เพราะฉะนั้นวิเสทก้นครัวเยี่ยงเราๆ ท่านๆ จำต้องปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ในการนำเสนอเมนูของหวานตามไปด้วยเพื่อป้องกันคำครหาว่าทำอย่างอื่นไม่เป็น

2011/08/19

Happy mother's day cake


สุดท้ายก็ได้ลงบล็อคซะที หลังจากเหน็ดเหนื่อยอย่างต่อเนื่องกับทั้งปาร์ตี้วันแม่ และวันไหว้สารทจีน เล่นเอานอนซมไปถึงสองวันกันเลยทีเดียว
เศร้าใจมากมายสำหรับวันแม่ปีนี้ที่ไม่มีแม่ตัวเองอยู่ใกล้ๆ สาเหตุก็เพราะน้ำเหนือไหลบ่ามาแรงมาก ทำให้คุณเธอและสามีไม่สามารถจะละทิ้งนิวาสถานคุ้มเจ้านางที่ทางเหนือมาร่วมตัดเค้กได้ ก็คงเหลือแต่คุณแม่สามีที่นั่งหน้าบานเป็นเกียรติเป็นศรีตลอดทั้งงานตั้งแต่เช้ายันดึกอย่างไม่เหน็ดไม่เหนื่อย
สำหรับเค้กวันแม่ปีนี้ก็อยากจะให้เห็นปุ๊บแล้วรู้ปั๊บว่ามันเป็นเค้กวันแม่ ส่วนของตัวเค้กก็ธรรมดาตามที่คนหมู่มากโปรดปรานแต่แอบมากเรื่องนิดนึงตรงที่ฐานมูสอยากได้ทั้งความกรอบและนุ่มก็เลยจัดการให้มีสองชั้นเป็นชั้นของสปันจ์เค้กบนแครกเกอร์ครัสท์ซะเลย
สิ่งที่พึงจะบ่งบอกได้อย่างชัดเจนว่ามันเป็นเค้กวันแม่ก็คงหนีไม่พ้นดอกมะลิ งานนี้ต้องพึ่งเจ้าฟอนแดนท์ในการประดิดประดอยอีกตามระเบียบ  เคยเห็นคนทำขนมช่อม่วงแล้วเกิดปิ๊งไอเดียขึ้นมา ถ้าเปลี่ยนจากสีม่วงเป็นสีขาวมันก็ดอกมะลิดีๆ นี่เอง


ปัญหาเดิมๆ ที่เจอเมื่อคิดจะเล่นกับฟอนแดนท์ ก็คือ ไม่มีอุปกรณ์ ในครั้งนี้ก็เช่นกันจำเป็นต้องหาตัวตายตัวแทนที่ใช้งานได้ใกล้เคียง จะใช้อะไรดีในการหนีบเจ้ากลีบอันบอบบางของดอกมะลิ เหอ เหอ เหอ นึกออกละ แหนบบบบบนี่แหละใช่เลย อ๊ะ!!!!! อย่าเพิ่งตกอกตกใจกันไป อันนี้เป็นอันใหม่แกะกล่อง ไม่เคยผ่านการใช้งานจริงค่า ไม่บอกไม่กล่าวก่อนเดี๋ยวจะพาลรังเกียจไม่กล้ากินกัน เอาล่ะครบเครื่องแล้วก็ลงไม้ลงมือกันเลย

ฟอนแดนท์ดอกมะลิ
มาร์ชมาลโลว์ฟอนแดนท์        1/2 สูตร ดูสูตรและวิธีทำได้ ที่นี่
สีผสมไอซิ่งสีเขียวสำหรับผสมทำใบ
สีผสมอาหารแบบผงประกายมุก
สีผสมอาหารแบบผงสีเหลือง
สีผสมอาหารแบบผงสีเขียว
วิธีทำ
แบ่งฟอนแดนท์ออกมา 1/3 ส่วน ผสมสีเขียวลงไป นวดให้เนียนเป็นเนื้อเดียว ปั้นเป็นรูปหยดน้ำแล้วกดให้แบน ใช้ปลายมีดตกแต่งเป็นลายของใบ ผึ่งทิ้งไว้ให้แห้งประมาณหนึ่งวัน
ส่วนของฟอนแดนท์ที่เหลือจะใช้ปั้นเป็นดอกมะลิ โดยแบ่งฟอนแดนท์ออกมาเป็นก้อนกลมๆ ตามขนาดของดอกมะลิที่ต้องการ ใช้แหนบบีบให้เป็นกลีบรอบๆ วิธีทำกลีบดอกมะลิดูได้ ที่นี่  ผึ่งทิ้งไว้ให้แห้งประมาณหนึ่งวัน


จากนั้นนำฟอนแดนท์ที่ผึ่งเอาไว้ทั้งดอกและใบมาลงสีเพื่อความสมจริง โดยตรงกลางของดอกมะลิใช้แปรงปัดสีผงสีเขียวลงไปบางๆ แล้วปัดทับด้วยสีเหลือง จากนั้นปัดทั่วทั้งดอกด้วยสีผงประกายมุกเพื่อจะได้ดูเงาวาว ในส่วนของใบใช้แปรงปัดแต่สีผงประกายมุก




มิกซ์เบอร์รี่ชีสมูสเค้ก
อัลมอนด์แครกเกอร์ครัสท์    1 สูตร ดูสูตรและวิธีทำได้ ที่นี่
สปันจ์เค้กวานิลลา          1 สูตร ดูสูตรและวิธีทำได้ ที่นี่
โฮมเมดมาสคาร์โปนชีส     1 สูตร ดูสูตรและวิธีทำได้ ที่นี่
แยมราสเบอร์รี่             1 ถ้วยตวง
เชอร์รี่สด                  5 ลูก
สตรอเบอร์รี่สด             3 ลูก
บลูเบอร์รี่                15 ลูก
วิปปิ้งครีม                200 มล.
น้ำตาล                  100 กรัม
เจลาติน                   1 ช้อนชา
น้ำสะอาดเย็น              1 ช้อนโต๊ะ
วิธีทำ
นำแยมราสเบอร์รี่ และผลไม้สดใส่ลงในโถปั่นปั่นให้ละเอียดเข้ากัน แบ่งออกมา 1/2 ถ้วยตวง สำหรับไว้ทาบนแครกเกอร์ และ สปันจ์เค้ก
นำมาสคาร์โปนชีสออกมาพักไว้ในชามผสมที่อุณหภูมิห้อง


นำอัลมอนด์แครกเกอร์ครัสท์กรุลงในพิมพ์ ใช้หลังช้อนกดให้แน่น ทาด้านบนด้วยแยมที่แบ่งออกมาให้ทั่ว ตัดสปันจ์เค้กให้ได้ขนาดเท่าพิมพ์วางทับลงไปบนฐานแครกเกอร์ แล้วทาทับด้วยแยมอีกรอบ พักไว้


บลูมเจลาตินโดยนำใส่ลงในน้ำสะอาดเย็นจัด รอจนเจลาตินซับน้ำพองตัวขึ้น นำเข้าไมโครเวฟประมาณ 15-20 วินาที นำออกมาคนให้ละลายเข้ากันดีพักไว้ให้พออุ่น คนผสมลงในส่วนของแยมที่แบ่งเหลือไว้
ใช้ตะกร้อมือหรือไม้พายตีชีสที่อ่อนตัวแล้วให้เข้ากันดี จากนั้นแบ่งส่วนของแยมที่ผสมเจลาตินลงไปแล้วออกมาครึ่งนึง เทผสมลงไปในส่วนของชีส คนให้เข้ากันดีแล้วจึงเทแยมส่วนที่เหลือลงไป คนผสมให้เข้ากันเป็นเนื้อเดียว


จากนั้นนำวิปปิ้งครีมใส่ชามสเตนเลส โดยวางชามสเตนเลสซ้อนบนชามขนาดใหญ่กว่าที่ใส่น้ำแข็งเอาไว้ เพื่อรักษาอุณหภูมิของวิปปิ้งครีมให้เย็น เวลาตีจะได้ขึ้นฟูได้ง่ายเพราะอากาศบ้านเรามันร้อน ใช้เครื่องตีมือถือตีจนขึ้นฟูตั้งยอดอ่อน
แบ่งวิปปิ้งครีมครึ่งนึงตะล่อมลงในส่วนของชีสให้พอเข้ากัน จากนั้นเทกลับลงมาผสมกับส่วนของวิปปิ้งครีมที่เหลือ ตะล่อมให้เนียนเข้ากันดี แล้วจึงเทลงไปในพิมพ์ที่กรุด้วยแครกเกอร์ครัสท์ และสปันจ์เค้กเอาไว้ เกลี่ยหน้าให้เรียบ นำเข้าช่องฟรีซประมาณ 3-5 ชั่วโมงให้มูสเซตตัวดี




ส่วนตกแต่ง
ช็อคโกแลตกานาซ        1 สูตร
ฟอนแดนท์ดอกมะลิ
วิธีทำ
นำเค้กออกมาจากพิมพ์วางไว้บนตะแกรงที่มีถาดรองอยู่ด้านล่าง เทกานาซลงไปบนเค้ก ปล่อยให้กานาซส่วนที่เหลือไหลลงบนถาดรอง  ถ้ากานาซยังคุมได้ไม่ทั่วเค้ก ให้นำส่วนที่ไหลลงบนถาดกลับมาใช้ใหม่
หากกานาซหนืดเกินไปให้นำเข้าไมโครเวฟประมาณ 5-10 วินาที แล้วนำกลับมาราดใหม่



อย่าลืมติดตามตอนต่อไปนะค้า

2011/08/03

Celebrate the second birthday of my tiny princess with simply raspberry white chocolate cheesecake


แบกสระร่างออกมาจากเล้าได้ซะที หลังจากนอนฉ่ำอยู่เป็นอาทิตย์ จริงๆ แล้วทำขนมมันเกือบทุกวัน ถ่ายรูปเก็บไว้ทุกช็อต แต่ไม่มีแรงอัพบล็อคอ่านะ ขนมชิ้นนี้ก็แช่ซะอิ่มไว้ตั้งแต่วันเกิดของสาวน้อย (31 กรกฎาคม) นู้นแหนะ


วันเกิดของลูกสาวสุดที่เลิฟทั้งทีแต่คุณแม่คนดีที่หนึ่งดันขี้เกียจซะงั้น เค้กวันเกิดที่ได้เลยมีขนาดสมกับตัวเจ้าของวันเกิดในโหมดที่ไม่ได้พิถีพิถันอะไรมาก เพราะเยอะไปก็เท่านั้น ที่เหนือความสวยก็คือเทียนวันเกิดตะหาก ของสิ่งนี้ขาดไม่ได้เพราะไม่งั้นสาวน้อยเค้าจะงอนเอา เพราะคุณเธอชอบเป่าเทียนมากกกกกกกก ต้องร้องเพลงแฮปปี้เบิร์ทเดย์กันถึง 5 รอบเลยทีเดียว

ฐานชีสเค้ก
โอรีโอแคะเอาใส้ออก 1 แถวยาว
เนยจืด             30 กรัม
วิธีทำ
เตรียมพิมพ์ที่จะอบชีสเค้ก ใช้พิมพ์แบบถอดก้นได้ (ง่ายต่อการนำเค้กออก) นำอลูมิเนียมฟอยล์ห่อให้รอบพิมพ์เพื่อกันน้ำที่ใช้รองในถาดซึมเข้าไป
นำโอรีโอและเนยใสลงในโถปั่น ปั่นให้พอเข้ากันไม่ต้องให้ละเอียดมาก นำออกมากรุก้นพิมพ์ โดยใช้หลังช้อนกดให้แน่น นำเข้าตู้เย็นรอไว้




ราสเบอร์รี่ไวท์ช็อคโกแลตชีส
ครีมชีส               250 กรัม
ไวท์ช็อคโกแลต       100 กรัม
ไข่ไก่                  2 ฟอง (แยกแดง-ขาว)
น้ำตาลทราย           50 กรัม
วิปปิ้งครีม            100 มล.
เนยจืด                20 กรัม
เหล้ากลิ่นราสเบอร์รี่      2 ช้อนชา
เกลือเล็กน้อย
ราสเบอร์รี่สด          100 กรัม
วิธีทำ
ตัดครีมชีสเป็นชิ้นเล็กๆ ใส่ชามไว้รอให้นิ่ม (ใช้เวลาประมาณครึ่งชั่วโมง)
เปิดเตาอบรอที่ 150 องศาเซลเซียส ไฟล่างอย่างเดียว นำน้ำร้อนใส่ถาดกะให้ความสูงของน้ำในถาดประมาณครึ่งนึงของพิมพ์ที่จะใช้อบชีสเค้ก (วันนี้จะอบชีสเค้กในถาดที่รองน้ำ) นำถาดที่ใส่น้ำร้อนเข้าเตาอบรอไว้ได้เลย
ใช้ไม้พายค่อยๆ บี้ให้ครีมชีสในชามให้คลายตัว เติมเหล้ากลิ่นราสเบอร์รี่ และเกลือลงไปแล้วคนให้เนียน
นำเนย วิปปิ้งครีม และช็อคโกแลต เข้าไมโครเวฟประมาณ 30 วินาที นำออกมาคนให้ละลาย แล้วเทผสมกับส่วนของครีมชีส เปลี่ยนมาใช้ตะกร้อมือคนให้เนียนเป็นเนื้อเดียวกัน จากนั้นจึงใส่ไข่แดงลงไปตีให้เข้ากัน


นำไข่ขาวใส่ลงไปในชามสเตนเลส เทน้ำตาลทรายลงไป ใช้เครื่องตีแบบมือถือตีจนขึ้นฟูตั้งยอดกลางถึงแข็ง แบ่งไข่ขาวออกมาครึ่งนึง ตะล่อมอย่างเบามือลงในส่วนของครีมชีสให้เข้ากันแล้วจึงเทกลับลงไปผสมกับส่วนของไข่ขาวที่เหลือ ตะล่อมให้เข้ากันดี


เทลงในพิมพ์ที่กรุฐานแล้วด้วยโอรีโอ โรยราสเบอร์รี่สดลงไป นำเข้าเตาอบโดยวางพิมพ์ที่ห่อด้วยอลูมิเนียมฟอยล์ลงในถาดที่รองน้ำไว้ อบประมาณ 40-50 นาที โดยวางตะแกรงอบไว้ชั้นบนสุด เมื่อครบตามเวลาแล้วให้ทิ้งชีสเค้กไว้ในเตาอบก่อนโดยแง้มฝาเตาอบไว้ อีกประมาณครึ่งชั่วโมง จากนั้นนำออกมาพักด้านนอกให้เย็นสนิทแล้วจึงนำเข้าตู้เย็น ทิ้งไว้ในตู้เย็นอย่างน้อย 4 ชั่วโมง เพื่อให้ชีสเค้กได้มีเวลาเซตตัว




ส่วนตกแต่ง
วิปปิ้งครีม           250 มล.
น้ำตาลทราย          2 ช้อนโต๊ะ
เกลือนิดหน่อย
แยมราสเบอร์รี่
วิธีทำ
นำวิปปิ้งครีม น้ำตาลทรายและเกลือ ใส่ลงในชามสเตนเลสใช้เครื่องตีแบบมือถือตีจนขึ้นฟูคล้ายครีมโกนหนวด นำใส่ถุงบีบที่ติดหัวบีบกลมเอาไว้ พักในตู้เย็น
ใช้มีดปลายแหลมกรีดรอบพิมพ์ นำชีสเค้กออกมา บีบครีมตกแต่งบนหน้าเค้ก ตามด้วยแยมราสเบอร์รี่ วันนี้พิเศษนิดนึง ขอปักเทียนวันเกิดลงไปด้วยค่า

2011/06/29

Macarons revisited; Macarons with bacon cheese cream salad


กลับมาสู่นิวาสสถานอันแสนสุขเสียที หลังจากจิตตกใช้ชีวิตอยู่ในโรงพยาบาลตั้งสามวันสองคืนเฝ้าดูอาการหลังผ่าตัดของแสบพี่ เมื่อเจี๋ยนเจ้าต่อมทอนซิลออกไปจากจุดเกิดเหตุช่างเป็นอะไรที่มหัศจรรย์อย่างมาก จากที่เคยนอนกรนเหมือนโรงสีไฟกลับกลายเป็นนอนเงียบเหมือนเป่าสากซะงั้น เลยต้องลำบากคุณแม่ดีเด่นอย่างเราต้องคอยเอานิ้วจ่อตรงปลายจมูกเพื่อเช็คดูว่าลูกยังหายใจรึเปล่า ตกลงเลยไม่รู้ว่าดีรึเปล่ากับคุณภาพชีวิตของคุณแม่ เพราะว่ายังคงต้องตื่นบ่อยๆ อยู่เหมือนอย่างเคย ต่างกันตรงที่จากเดิมตื่นเพราะคอยเปลี่ยนท่านอนเป็นตื่นเพราะกลัวลูกไม่หายใจ เฮ้อ เมื่อไหร่จะปรับตัวได้เนี่ย เศร้าจัง
ตอนอยู่โรงพยาบาลดันลืมเอาอุปกรณ์เพิ่มพลังให้เครื่องมือสื่อสารทุกชนิดติดไปด้วย ทำให้พลาดโอกาสอัพเดตข้อมูลที่คิดว่าสำคัญไปมากโข ดังนั้นวินาทีที่เท้าเหยียบเข้ามาในตัวบ้านเลยรีบแจ้นไปเชื่อมต่ออย่างเร่งด่วน ไม่ผิดหวังจริงๆ เปิดปุ๊บก็ได้พบกับคำชี้แนะที่รอคอยจากกูรูมาคาฮอง หลังจากที่เปิดประเด็นเอาไว้ก่อนพาแสบพี่เข้าโรงพยาบาล กูรูท่านแนะว่าให้เปิดไฟทั้งบนและล่าง 2 นาทีแรกตอนอบมาคาฮอง หลังจากนั้นก็ให้เปลี่ยนเป็นไฟล่างอย่างเดียว หน้ามันจะได้ไม่เหี่ยวเหมือนยายแก่อายุ 70 ปี ที่ไม่ผ่านการฉีดโบทอกซ์ ไม่รอช้ารีบไปบำบัดอาการจิตตกที่ติดมาจากโรงพยาบาลด้วยการจัดนัดล้างตาอบมาคาฮองอีกรอบ แต่รอบนี้ขอเสริฟเป็นแบบกึ่งคาวกึ่งหวาน ด้วยการอัดฉีดเบคอนกรอบ และชีสขูดฝอยลงไปในน้ำสลัดเลมอน พยายามหลอกตัวเองและคนร่วมรับประทานว่าเป็นเมนูเพื่อสุขภาพ (มั้ง)

มาคาฮอง (เปลือก)
ไข่ขาว            50 กรัม (ทิ้งไว้นอกตู้เย็น 2 วัน)
น้ำตาลทราย        15 กรัม
อัลมอนด์สไลด์หรือป่น  70 กรัม
น้ำตาลไอซิ่ง        100 กรัม
สีผสมอาหาร        1/4 ช้อนชา
(พยายามใช้สีผงจะได้ไม่ไปเพิ่มความชื้นให้มาคาฮอง วันนี้ใช้สีเหลือง)
วิธีทำ
จัดการนำกระดาษซิลิโคนรองอบปูบนถาดอบเอาไว้ ติดหัวบีบแบบกลมไว้ในถุงบีบรอไว้
นำอัลมอนด์ปั่นรวมกับน้ำตาลไอซิ่งจนละเอียด ร่อน 2 ครั้ง ผิวของมาคาฮองจะได้เนียน
นำไข่ขาวใส่ในชามแห้ง ไร้คราบไขมัน ใช้เครื่องตีมือถือตีให้เป็นฟองละเอียดเล็กๆ ทะยอยใส่น้ำตาลลงไป ตีให้ตั้งยอดอ่อน เติมสีผงลงไป ตีต่อให้สีพอสม่ำเสมอ อย่าตีให้ไข่ขาวตั้งยอดเลยยอดกลาง เดี๋ยวมาคาฮองจะเหนียวหนึบ


จากนั้นแบ่งส่วนของอัลมอนด์เป็นสามส่วน ทะยอยลงไปตะล่อมให้เข้ากัน เสร็จแล็วก็ตักใส่ถุงบีบที่เตรียมไว้ บีบหยอดลงบนถาด (ส่วนใหญ่มืออาชีพเค้าจะวาดรูปวงกลมตามขนาดมาคาฮองที่ต้องการเอาไว้ จะได้ง่ายต่อการหยอด แต่เราขี้เกียจจัด บีบไปเลยตามมีตามเกิด เล็กบ้างใหญ่บ้าง กะน้ำหนักมือเอา)บีบหยอดให้ห่างกันประมาณ 1 นิ้ว เพราะเดี๋ยวมันจะแผ่ออกอีกนิด จับถาดกระแทกแรงๆ ซักสองสามครั้ง เพื่อไล่ฟองอากาศในมาคาฮองออก อบออกมาแล้วจะได้ไม่ปูดๆ กลวงๆ หลังจากนี้ก็พักผิวหน้าของมาคาฮองให้แห้ง แบบที่เวลาเอานิ้วไปแตะแล้วไม่ติดนิ้วขึ้นมา (อันนี้สำคัญมาก เพราะมาคาฮองจะได้มีกะโปรงที่สวยงาม หน้าไม่แตกยับเยิน) เวลาที่พักผิวก็ประมาณ ครึ่งชั่วโมงถึง 1 ชั่วโมงครึ่ง แล้วแต่สภาวะความชื้นในอากาศ แล้วค่อยเปิดเตาอบที่ 150 องศาเซลเซียส ไฟบนและล่าง (ตามที่กูรูแนะนำ) รอให้ความร้อนทั่วถึงประมาณ 10 นาที แล้วค่อยนำถาดมาคาฮองเข้าเตาอบ วางถาดไว้ชั้นกลาง อบแบไฟบนล่างประมาณ 2 นาที จากนั้นเปลี่ยนเป็นไฟล่างอย่างเดียวอีก 8 นาที(อันนี้แล้วแต่เตาอีกเช่นเคย แนะนำให้นั่งเฝ้าอีกแล้ว ถ้าทำมากกว่าหนึ่งถาดก็ทะยอยอบเอา เคยอบพร้อมกันแล้วเจ๊ง)

เสร็จแล้วพักไว้ให้เย็นค่อยแกะออกจากกระดาษรองอบ เลือกเอาไซส์ใกล้เคียงมาประกบกันจะได้แลดูมืออาชีพ สุดท้ายจัดการใส่ใส้

ใส้ครีมสลัดเลมอน เบคอนและชีส
น้ำสลัดน้ำใสเลมอน     10 ช้อนโต๊ะ (อันนี้ทำไว้ติดบ้านตลอดไว้ค่อยบอกสูตรทีหลัง)
ไข่แดง                 1 ฟอง
นม                    2 ช้อนโต๊ะ
แป้งข้าวโพด            1 ช้อนโต๊ะ
เบคอนทอดกรอบป่น     3 ช้อนโต๊ะ
ชีสขูดฝอย              3 ช้อนโต๊ะ (เลือกชนิดที่เค็มน้อย วันนี้ใช้ colby swiss cheddar)
วิธีทำ
นำไข่แดง นม และแป้งข้าวโพดใส่ลงในชามสเตนเลส ใช้ตะกร้อมือคนให้เข้ากัน เติมน้ำสลัดลงไปคนให้เข้ากันอีกครั้ง จากนั้นนำขึ้นต้องไฟอ่อน คนตลอดเวลาจนเป็นครีมข้น ยกลงจากเตา พักให้เย็น เติมเบคอนกรอบ และชีสลงไป คนให้เข้ากัน จัดการนำไปใส่เป็นใส้มาคาฮอง



ส่วนตกแต่ง
ฟิลเลซ์ไอซ์เบิร์ก หรือผักสลัดชนิดอื่นตามชอบ
ชีสขูดเป็นเส้น
วิธีทำ
จัดจานให้สวยงามด้วยฟิลเลซ์ไอซ์เบิร์ก หรือผักสลัดชนิดอื่นตามชอบ วางมาคาฮองลงไป โรยด้วยชีสขูดเส้น หยิบเข้าปากแบบพ่วงผักเข้าไปด้วยนะค้าถึงจะเรียกว่าเพื่อสุขภาพ


 อย่าลืมติดตามตอนต่อไปนะค้า

2011/06/21

Horlicks wafer rare cheesepie, no need to waste your time with oven


ช่วยด้วยค่าพ่อแม่พี่น้อง อากาศที่นี่ร้อนมากถึงมากที่สุด โอ๊ย!!!! งุ่นง่านจะลงแดงตาย อยากทำขนมแต่ไม่อยากยุ่งกับเตาอบ กลัวไขมันใต้ผิวหนังละลาย เดี๋ยวเพรียวลงแล้วคุณสามีไม่เลิฟๆ เหมือนเดิม ในภาวะบีบคั้นแบบนี้จะทำอะไรกินดีน้อ เอาแบบที่กินได้ทั้งครอบครัวตั้งแต่คุณผัวยันคุณลูก ลงไปคุ้ยห้องครัวหาไอเดียดีกว่า เจอแล้ว บ่มไว้ได้ที่พอดี คุณน้องฮอร์ลิกส์ เห็นใครๆเค้ากำลังฮิตจริงฮิตจัง ไม่ว่าจะบ่ายหน้าเข้าร้านไหนก็ต้องมีเจ้านี่เป็นซิกเนเจอร์ดิช เอากะเค้ามั่งเดี๋ยวหลุดกระแส อย่าเสียเวลาเมาท์มอย จัดไป จัดให้หนัก จัดเต็ม
วันนี้มีผู้ช่วยกิติมาศักดิ์ที่ไม่ชอบให้ปาปาราสซี่จับภาพซักเท่าไหร่ เป็นใครไปไม่ได้ก็แสบพี่ไง อาสามาช่วยป่วนเพิ่มดีกรีความร้อนในครัวให้สูงขึ้นอีกนิด ทำเสร็จยังไม่ทันรอให้เค้กเซตตัว เจ้าตัวดีก็มาออดอ้อนออเซาะขอตัดชิม เดือดร้อนคุณแม่คนดีที่หนึ่งเป็นธุระจัดการให้ ชีสพายที่ได้เลยบูดๆเบี้ยวๆ อย่างที่เห็น แต่รสชาดไม่บูดเบี้ยวแบบรูปร่างภายนอกนะจะบอกให้ คอนเฟิร์มค่า



ฮอร์ลิกส์แครกเกอร์ครัสท์
แครกเกอร์เค็ม       150 กรัม
อัลมอนด์อบ         100 กรัม
ฮอร์ลิกส์             50 กรัม
เนยละลาย           70 กรัม
วิธีทำ
นำแครกเกอร์และอัลมอนด์ใส่เครื่องปั่นให้ละเอียด เทลงในชามผสม ใส่ผงฮอร์ลิคลงไปเคล้าให้เข้ากัน เติมเนยละลายลงไปคนผสมให้เข้ากันดี ส่วนผสมที่ได้จะเหมือนกับทรายเปียกๆ นำเอาไปกรุที่ฐานของพิมพ์ วันนี้ใช้พิมพ์มูสทรงกลมค่า นำเข้าตู้เย็นรอไว้


ฮอร์ลิกส์เวเฟอร์ชีสครีม
ชีสมาสคาร์โปน       250 กรัม
วิปปิ้งครีม            250 มล.
น้ำตาลทราย           3 ช้อนโต๊ะ
ฮอร์ลิกส์            100 กรัม
เวเฟอร์ช็อคโกแลต    75 กรัม (ใช้ของล็อคเกอร์ค่า)
วิธีทำ
หักเวเฟอร์เป็นชิ้นเล็กๆ พักไว้
นำชีสมาสคาร์โปนและฮอร์ลิกส์ใส่ลงในชามผสม คนให้เข้ากัน
นำวิปปิ้งครีมและน้ำตาลทรายใส่ในชามสเตนเลส ใช้เครื่องตีมือถือตีให้ฟูตั้งยอดกลางถึงแข็ง แบ่งวิปปิ้งครีมที่ตีแล้วออกมาหนึ่งในสาม ตะล่อมลงในส่วนของชีสให้เข้ากัน


เทกลับลงไปผสมกับส่วนของวิปปิ้งครีมที่เหลือ ตะล่อมให้เข้ากันเป็นเนื้อเดียว ใส่เวเฟอร์ลงไป ตะล่อมให้พอเข้ากัน เทส่วนของครีมที่ได้ลงไปบนฐานแครกเกอร์ที่พักไว้ในตู้เย็น เกลี่ยให้เรียบ นำเข้าช่องแช่แข็งประมาณ 1 ชั่วโมง


ช็อคโกแลตกานาซ
ช็อคโกแลตนม       100 กรัม
วิปปิ้งครีม            100 มล.
วิธีทำ
นำช็อคโกแลตและวิปปิ้งครีมใส่ลงในชาม นำเข้าไมโครเวฟประมาณ 30-40 วินาที นำออกมาคนให้ละลายเข้ากันดี

ส่วนตกแต่ง
ช็อคโกแลตกานาซ
ช็อคโกแลตบอล
ไวท์ช็อคโกแลตนิดหน่อย
วิธีทำ
นำชีสพายออกมาจากช่องแช่แข็ง ราดช็อคโกแลตกานาซลงให้ทั่ว วางช็อคโกแลตบอลลงไป
ละลายไวท์ช็อคโกแลตโดยใช้ไมโครเวฟประมาณ 10 วินาที 2 ครั้ง นำออกมาคนให้เนียน ใส่ลงไปในถุงพลาสติก ตัดปลายถุงให้เป็นรูเล็กๆ บีบตกแต่งบนช็อคโกแลตบอลให้สวยงาม ง่ายมั้ยค้า ที่เหลือก็แค่นำเข้าตู้เย็นรอให้กานาซเซตตัวซักครึ่งชั่วโมง จากนั้นก็กะเกณฑ์ผู้คนมาเชยชมก่อนตัดแจกจ่ายสมาชิกค่า




อย่าลืมติดตามตอนต่อไปนะค้า

2011/05/22

Warm welcome back with cold dessert; Caramel macchiato mousse


คุณยายกลับมาแล้ว เย้!!!!!! คุณแม่ขาดีใจมากมายอย่างออกนอกหน้า จะไม่ให้ดีใจได้ยังไง ก็ในเมื่อมีคุณยายสบายใจกว่ามีพี่เลี้ยงตั้งเยอะแบบที่เทียบกันไม่ติดเลย จะไปไหนฝากลูกไว้ได้โดยไม่ต้องคอยห่วงว่าจะแอบหยิกซอกรักแร้ของทะโมนทั้งสองตัวยามที่เราไม่อยู่ (เพราะแค่คุณแม่ขาเงื้อมือไปสะกิดตูดลูกนิดหน่อย คุณยายยังงอนเป็นวันเลย) คอยหาเข้าปลาให้คุณหลานกินโดยเราไม่ต้องคอยออกปากฝากฝัง อาบน้ำอาบท่าให้ทุกเวลาที่คุณยายคิดว่าสกปรก (มากกว่าวันละสองครั้ง) เป็นเพื่อนเล่นและพูดคุย (บางทีก็จ้อมากกว่าคุณหลานซะอีก) และอะไรอย่างอื่นอีกจิปาถะมากมาย แต่ไม่รวมเวลาที่งุ๊งงิ๊งง่อนแง่นกับคุณแม่ขานะค้า เวลานั้นไม่นับค่าเอาเป็นว่าสรุปรวมแล้วมีคุณยายสบายทั้งกายสบายทั้งใจไปร้อยแปด
อย่างนี้มันต้องฉลองกันนิดซะแล้ว ขอย้ำหน่อยว่าแค่นิดเดียวนะ เพราะคุณหมอออกปากขอร้องแกมบังคับให้กระชับการบริโภคอาหารหวานของคุณยายในขั้นเกือบเด็ดขาด แต่จะทำอะไรดีล่ะทีนี้ให้มันมีความพิเศษมากหน่อยในชิ้นขนาดจิ๋ว
อืมมมม ขอคิดดูก่อนน้า คุณยายเค้าชอบทานกาแฟมากถึงมากที่สุด และในบรรดากาแฟที่โปรดปรานนั้นที่เป็นที่สุดของที่สุดก็หนีไม่พ้นเจ้านี่ คาราเมลแมคคิอาโต งั้นก็ลงตัวเป๊ะเลยกับมินิคาราเมลแมคิอาโตมูสเค้ก เล็กๆแต่อัดแน่นเอี๊ยดด้วยคุณภาพ ลองนึกภาพไปพลางๆดูก่อนนะ มูสมาสคาร์โปนชีสที่แอบมีกลิ่นอายของกาแฟ สอดใส้ด้วยเยลลี่กาแฟที่มีดีกรีของแอลกอฮอล์อยู่ด้วย นอนก่ายอยู่บนสปันจ์เค้กเนื้อนิ่ม เคลือบคาราเมลหนาหน่อย ประกบด้วยมาคาฮองรสกาแฟ ราดด้วยซอสช็อคโกแลต ว้าว ว้าว แค่คิดก็แทบกลืนน้ำลายไม่ทันแล้ว อย่ารอรีช้าไม่ได้เดี๋ยวไม่ทันการ

เยลลี่กาแฟ
น้าสะอาดเย็น     1 ถ้วย
น้ำตาลทราย      3 ช้อนโต๊ะ
กาแฟผงสำเร็จรูป  1 ช้อนโต๊ะ
เหล้ากาแฟ       1 ช้อนชา
เจลาติน          2 ช้อนชา
วิธีทำ
นำเจลาตินใส่ลงในน้ำ รอให้เจลาตินดูดน้ำแล้วพองตัวซัก 5 นาที เติมน้ำตาลทรายลงไป นำเข้าไมโครเวฟให้เริ่มเดือด แล้วนำออกมาเติมกาแฟผงลงไป คนให้ละลาย รอให้อุ่น เทเหล้ากาแฟลงไปเทใส่พิมพ์สี่เหลี่ยมเล็กๆ ที่กรุด้วยอลูมิเนียมฟอยล์เอาไว้เหมือนรูปด้านล่าง เพื่อให้ง่ายต่อการนำออกมาเมื่อเซ็ตตัวแล้ว นำเข้าแช่ช่องฟรีซจนแข็งตัว ระหว่างรอก็ไปเตรียมทำมาคาฮองรสกาแฟกัน


มาคาฮองกาแฟ
ไข่ขาว                25 กรัม (ทิ้งไว้นอกตู้เย็น 2 วัน)
น้ำตาลทราย            7 กรัม
อัลมอนด์สไลด์หรือป่น     35 กรัม
น้ำตาลไอซิ่ง           50 กรัม
กาแฟผงสำเร็จรูป                      1 ช้อนชา
วิธีทำ
จัดการนำกระดาษซิลิโคนรองอบปูบนถาดอบเอาไว้ ติดหัวบีบแบบกลมไว้ในถุงบีบรอเลยค่า
นำอัลมอนด์ กาแฟผงปั่นรวมกับน้ำตาลไอซิ่งจนละเอียด ร่อน 2 ครั้ง (ทำให้ผิวของมาคาฮองเนียนน่าลูบไล้ เหอ เหอ เหอ เพ้อเจ้ออีกแระ) พักไว้
นำไข่ขาวใส่ในชามแห้ง ไร้คราบไขมัน (แบบว่าน้องไข่ขาวเค้าออนไดเอตตลอดเวลา ไม่งั้นเดี๋ยวตีแล้วไม่ขึ้นไม่รู้ด้วย) ใช้เครื่องตีมือถือตีให้เป็นฟองละเอียดเล็กๆ ทะยอยใส่น้ำตาลลงไป ตีให้ตั้งยอดอ่อน เติมสีผงลงไป ตีต่อให้สีพอสม่ำเสมอ (อย่าตีให้ไข่ขาวตั้งยอดเลยยอดกลางนะเดี๋ยวมาคาฮองที่ได้จะเหนียว เคี้ยวแล้วฟันปลอมหลุด)
 จากนั้นแบ่งส่วนของอัลมอนด์เป็นสามส่วน ทะยอยลงไปตะล่อมให้เข้ากัน (ใจเย็นนิด) เสร็จแล็วก็เอาใส่ถุงบีบที่เตรียมไว้ บีบหยอดลงบนถาด (ส่วนใหญ่มืออาชีพเค้าจะวาดรูปวงกลมตามขนาดมาคาฮองที่ต้องการเอาไว้ จะได้ง่ายต่อการหยอด แต่เราขี้เกียจจัด บีบไปเลยตามมีตามเกิด เล็กบ้างใหญ่บ้าง กะน้ำหนักมือเอา) บีบหยอดให้ห่างกันประมาณ 1 นิ้ว เพราะเดี๋ยวมันจะแผ่ออกอีกนิด จับถาดกระแทกแรงๆ ซักสองสามครั้ง (ที่ของเราจับโยนโครม เหอ เหอ เหอ)เพื่อไล่ฟองอากาศในมาคาฮองออก อบออกมาแล้วจะได้ไม่ปูดๆ กลวงๆ

หลังจากนี้ต้องรอนะค้า รอมันลูกเดียว รอให้ผิวหน้าของมาคาฮองแห้ง แบบที่เวลาเอานิ้วไปแตะแล้วไม่ติดนิ้วขึ้นมา (อันนี้สำคัญมาก เพราะมาคาฮองจะได้มีกะโปรงที่สวยงาม หน้าไม่แตกยับเยิน) เวลาที่พักผิวก็ประมาณ ครึ่งชั่วโมงถึง 1 ชั่วโมงครึ่ง แล้วแต่สภาวะความชื้นในอากาศ แล้วค่อยเปิดเตาอบที่ 150 องศาเซลเซียส ไฟล่างอย่างเดียว รอให้ความร้อนทั่วถึงประมาณ 10 นาที แล้วค่อยนำถาดมาคาฮองเข้าเตาอบ วางถาดไว้ชั้นบนสุดให้ห่างความร้อนมากที่สุด จะช่วยให้ผิวหน้าของมาคาฮองไม่แตก อบประมาณ 12-15 นาที (อันนี้แล้วแต่เตาอีกเช่นเคย แนะนำให้นั่งเฝ้าอีกแล้ว ถ้าทำมากกว่าหนึ่งถาดก็ทะยอยอบเอา เคยอบพร้อมกันแล้วเจ๊ง)เสร็จแล้วพักไว้ให้เย็นค่อยแกะออก
สปันจ์เค้ก
แป้งเค้ก      55 กรัม
แป้งข้าวโพด   5 กรัม
น้ำตาล       55 กรัม
ไข่           2 ฟอง (แยกไข่แดง-ขาว)
เนย         10 กรัม
นม           10 มล.
น้ำมัน       10 มล.
วานิลลา     1/2 ช้อนชา
เกลือ        1/8 ช้อนชา
วิธีทำ
ร่อนแป้งทั้งสองอย่างเข้าด้วยกัน พักไว้ เปิดเตาอบที่ 180 องศาเซลเซียส
นำไข่ขาวใส่ในชามสแตนเลส ใช้เครื่องตีมือถือตีให้เป็นฟองหยาบ ทะยอยใส่น้ำตาลทรายลงไปทีละน้อยจนหมด ตีต่อจนตั้งยอดกลาง ใส่ไข่แดงทีละฟองตีให้เข้ากัน ทะยอยเติมแป้งลงไป ตะล่อมให้เข้ากันดี
เทน้ำมันใส่ชามอีกใบ นำนมกับเนยเข้าไมโครเวฟนาน 20 วินาที แล้วนำมาเทผสมกับน้ำมัน คนให้เข้ากัน จากนั้นแบ่งหนึ่งในสามของส่วนผสมของไข่กับแป้งมาตะล่อมกับส่วนผสมของนม เนย และน้ำมันให้เข้ากันดี แล้วจึงเทกลับไปผสมกับส่วนผสมของไข่กับแป้งที่เหลือ ตะล่อมให้เข้ากันอย่างเบามือ เทใส่ถาดอบ เกลี่ยให้เรียบ นำเข้าเตาอบนานประมาณ 8-10 นาที นำออกมาพักไว้ให้พออุ่น คว่ำออกจากถาด ตัดเป็นรูปทรงตามต้องการ (วันนี้เป็นเป็นวงกลมขนาดพอดีกับฐานของพิมพ์ซิลิโคนทรงโดม)
* การที่ทำให้ส่วนผสมของนม เนย และน้ำมันอุ่นขึ้น จะช่วยให้ผสมเข้ากับส่วนผสมของไข่กับแป้งได้ดีขึ้น ไม่ต้องไปอยู่ก้นพิมพ์แล้วทำให้เค้กด้านล่างแข็งเป็นไต นอกจากนี้การแบ่งส่วนของแป้งกับไข่มาผสมกับส่วนของนม เนย และน้ำมัน ก็มีส่วนช่วยให้ผสมได้ง่ายเช่นเดียวกัน*


มูสกาแฟมาสคาร์โปนชีส
มาสคาร์โปนชีส      125 กรัม
ไข่แดง      2 ฟอง
กาแฟผงสำเร็จรูป     3 ช้อนชา
ไข่ขาว     2 ฟอง
น้ำตาลทราย     50 กรัม
วิธีทำ
เริ่มด้วยตีไข่แดงให้ฟู (สังเกตสีที่จะอ่อนลง) เติมกาแฟผงลงไปคนให้ละลายเข้ากัน  นำมาสคาร์โปนชีสลงไปคนผสมให้เข้ากัน พักไว้ในตู้เย็น
นำเยลลี่กาแฟที่แข็งตัวแล้วออกจากช่องฟรีซ ตัดเป็นวงกลมให้มีขนาดเล็กกว่าพิมพ์มูสทรงกลม เก็บเยลลี่ที่ได้เข้าตู้เย็นไว้ก่อน
จากนั้นก็เริ่มทำสวิสเมอร์แรง นำน้ำใส่หม้อตั้งไฟให้เดือดรุมๆ ลดไฟลงให้อ่อน เอาน้ำตาลกับไข่ขาวใส่ในชามสะอาดทนความร้อน นำชามขึ้นตั้งบนหม้อที่มีน้ำเดือด ใช้ตะกร้อมือคนเรื่อยๆ จนน้ำตาลทรายละลายหมด (ระวังอย่าให้น้ำเดือดมาก เดี๋ยวไข่ขาวจะสุกซะก่อน และต้องคนไปเรื่อยๆ อย่าหยุด) และไข่ขาวอุ่นแต่ไม่ร้อนมากเกิน ประมาณ 40 องศาเซลเซียส (เอาหลังนิ้วแตะดู ร้อนแบบพอทนได้ไม่รีบชักนิ้วกลับเสียก่อน) เอาชามออกมา ใช้เครื่องตีมือถือตีส่วนผสมของไข่ขาวจนเย็นตัวก็จะได้เมอร์แรงที่มีสีขาวลักษณะคล้ายครีมโกนหนวด แบ่งหนึ่งในสามของเมอร์แรงไปตะล่อมกับส่วนของครีมที่ทำพักไว้ ตะล่อมให้เข้ากัน แล้วจึงนำส่วนของเมอร์แรงที่เหลือใส่ลงไปจนหมด ตะล่อมให้เป็นเนื้อเดียวกันจะได้ครีมที่อยู่ตัว
เทมูสที่ได้ใส่ลงไปในพิมพ์ซิลิโคนทรงโดมประมาณครึ่งพิมพ์ นำเยลลี่กาแฟวางลงไปบนมูส กดเล็กน้อยให้เยลลี่จมลงไปในมูส ปาดมูสลงไปปิดบนเยลลี่ จากนั้นนำสปันจ์เค้กที่ตัดไว้แล้วปิดทับลงไปอีกที กดเล็กน้อย จากนั้นนำพิมพ์ใส่ลงไปในกล่องที่มีฝาปิดสนิท (เพื่อป้องกันไม่ให้เค้กแห้งและแข็งเนื่องจากความชื้นระเหยออกไปหมด) นำเข้าช่องฟรีซอย่างน้อยซัก 6 ชั่วโมง ให้มูสแข็งตัวจนสามารถแกะออกมาได้


ซอสคาราเมล
น้ำตาล 200 กรัม
น้ำ 2 ช้อนโต๊ะ
วิปปิ้งครีม 200 มล.
เกลือ 1/4 ช้อนชา
วิธีทำ
ผสมน้ำตาล น้ำ และเกลือลงในหม้อทรงสูงหน่อย คนให้เข้ากันไม่ต้องถึงกับให้น้ำตาลละลาย นำขึ้นตั้งไฟอ่อนถึงกลาง เคี่ยวจนน้ำตาลละลายและเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลอ่อนถึงเข้ม (แล้วแต่ความชอบ ถ้าเข้มนิดรสชาดก็ออกขมหน่อย) ยกลงจากเตา
นำวิปปิ้งครีมเข้าไมโครเวฟประมาณ 1 นาที พอให้ร้อนแบบมีฟองปุดๆ รอบๆ เทวิปปิ้งครีมที่ร้อนลงไปในส่วนของน้ำตาลไหม้ ควรใส่ถุงมือและยืนอยู่ห่างหม้อเอาไว้เมื่อทำขั้นตอนนี้ เพราะมันจะเดือดฟู่ขึ้นมาสูงมาก นั่นคือสาเหตุว่าทำไมต้องใช้หม้อทรงสูง (เดี๋ยวมันจะล้นนั่นเองค่า) คนให้เข้ากันอีกครั้ง รอให้เย็น เทคาราเมลที่ได้ภาชนะที่มีฝาปิดสนิท แล้วจึงนำเข้าตู้เย็น สามารถเก็บไว้ในตู้เย็นได้นาน
ซอสช็อคโกแลต
ดาร์คช็อคโกแลต 100 กรัม
วิปปิ้งครีม 50 มล.
เนยสด 1 ช้อนโต๊ะ
วิธีทำ
นำดาร์คช็อคโกแลตและวิปปิ้งครีมเข้าไมโครเวฟประมาณ 30 วินาทีให้ร้อน นำออกมาคนให้ช็อคโกแลต ละลาย หย่อนเนยสดลงไปคนให้ละลายเข้ากัน เก็บเอาไว้ราดขนมที่โปรดปราน
ส่วนตกแต่ง
ซอสคาราเมล
ซอสช็อคโกแลต
มาคารองกาแฟ
วิธีทำ
แกะเค้กออกจากพิมพ์วางไว้บนตะแกรงที่มีถาดรองเอาไว้ ราดคาราเมลลงไปซักสองถึงสามรอบ ประกบข้างด้วยมาคาฮองกาแฟ ราดซอสช็อคโกแลต นำออกไปวางรอคนพิเศษได้เลย
อย่าลืมติดตามตอนต่อไปนะค้า